รายการพอดแคสต์ Decoder ของ The Verge ตอน mailbag ล่าสุดใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับเรื่องเดียว นั่นคือกระแสตีกลับต่อบริษัทเทคโนโลยีที่ดูจะหนักและกว้างกว่ารอบก่อนๆ ไม่ใช่แค่ AI ตัวเดียว แต่ครอบคลุมตั้งแต่กล้องสอดแนมตามท้องถนน แว่นอัจฉริยะ ไปจนถึงศูนย์ข้อมูลที่กำลังผุดขึ้นทั่วประเทศ
สิ่งที่ต่างจากอดีตคือ ประเด็นเหล่านี้ไม่ได้ถูกพูดถึงแค่ในแวดวงเทคโนโลยีอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นเรื่องที่นักการเมืองต้องตอบคำถามในปีที่มีการเลือกตั้งกลางเทอม และเป็นเรื่องที่คนทั่วไปเจอผลกระทบโดยตรงในชุมชนของตัวเอง
ผมมองว่าความน่าสนใจของกระแสรอบนี้อยู่ที่มันไม่ใช่การกลัวของใหม่แบบเดิมๆ แต่เป็นการตั้งคำถามว่า เทคโนโลยีที่เข้ามาแทรกอยู่ในชีวิตประจำวันมากขึ้นเรื่อยๆ กำลังทำงานเพื่อใคร
กระแสตีกลับรอบนี้เริ่มจากอะไรบ้าง
ในตอน mailbag นี้ Nilay Patel พิธีกรของ Decoder พาผู้ฟังไล่ทบทวนประเด็นที่สะสมมาตลอดหลายเดือน ทั้งกล้องอ่านป้ายทะเบียนรถของ Flock ที่ติดตั้งไปแล้วหลายพันจุดทั่วสหรัฐฯ แว่นอัจฉริยะของ Meta ที่จุดคำถามเรื่องความยินยอมของคนรอบข้าง ท่าทีของ Sundar Pichai ต่อผลกระทบของ Google ที่มีต่อสำนักข่าวต่างๆ และแรงต้านศูนย์ข้อมูล AI ในระดับท้องถิ่นที่ลามไปถึงเวทีการเมือง

จุดร่วมของทุกเรื่องคือ ผู้บริโภคเริ่มรู้สึกว่าตัวเองไม่มีทางเลือกมากพอ กล้องถูกติดในที่สาธารณะโดยไม่ถามความเห็น ศูนย์ข้อมูลถูกสร้างข้างบ้านโดยไม่แจ้งล่วงหน้า และบริษัทแพลตฟอร์มก็ยังไม่ต้องอธิบายผลกระทบที่ตัวเองสร้างขึ้นอย่างตรงไปตรงมา
กล้องข้างถนนที่กลายเป็นเครื่องมือสอดแนมทั่วอเมริกา
กล้องอ่านป้ายทะเบียนรถของบริษัท Flock ถูกนำเสนอในตอนแรกว่าเป็นเครื่องมือช่วยตำรวจสืบสวนคดีอาชญากรรม แต่เมื่อมันถูกติดตั้งไปแล้วในเมืองและเทศบาลหลายพันแห่งทั่วสหรัฐฯ ปัญหาที่ตามมาคือการใช้งานเกินขอบเขตเดิม
รายงานที่ Decoder หยิบมาพูดถึงระบุว่า มีกรณีที่ตำรวจใช้ข้อมูลจากกล้องเหล่านี้ไปสะกดรอยผู้หญิงบางคน หรือกล่าวหาคนผิดตัวในคดีอาญา ซึ่งไม่ใช่วัตถุประสงค์ที่เมืองต่างๆ อนุมัติให้ติดตั้งกล้องไว้ตั้งแต่แรก คำถามที่ตามมาจึงไม่ใช่แค่เรื่องเทคโนโลยีทำงานแม่นยำแค่ไหน แต่คือใครมีสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลนี้ และใช้เพื่ออะไรได้บ้าง
เมื่อแว่นอัจฉริยะทำให้เส้นแบ่งความเป็นส่วนตัวเลือนไป
อีกประเด็นที่ถูกพูดถึงคือแว่นอัจฉริยะของ Meta ซึ่งสามารถบันทึกภาพและเสียงของคนรอบข้างได้โดยที่อีกฝ่ายอาจไม่รู้ตัว ต่างจากกล้องมือถือทั่วไปตรงที่แว่นแบบนี้ทำให้การถ่ายกลายเป็นเรื่องแนบเนียนกว่าเดิมมาก
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวอุปกรณ์เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่บรรทัดฐานทางสังคมยังตามไม่ทัน คนที่สวมแว่นอาจมองว่าตัวเองแค่ใช้ฟีเจอร์ปกติ ขณะที่คนรอบข้างไม่มีทางรู้หรือปฏิเสธได้เลยว่าตัวเองกำลังถูกบันทึกอยู่ ความไม่สมดุลนี้เองที่ทำให้การถกเถียงเรื่องแว่นอัจฉริยะยังไม่จบง่ายๆ
ทำไม Sundar Pichai เลี่ยงตอบเรื่องทราฟฟิกของสำนักข่าว
อีกช่วงหนึ่งของ Decoder พูดถึงท่าทีของ Sundar Pichai ซีอีโอ Google ที่ยังคงตอบคำถามแบบอ้อมๆ เรื่องผลกระทบของ Google ต่อทราฟฟิกที่ส่งไปยังเว็บไซต์สำนักข่าว ท่ามกลางคดีความระหว่าง Google กับเครือสำนักข่าวอย่าง Vox Media และ Penske Media ที่กล่าวหาว่าฟีเจอร์สรุปผลค้นหาด้วย AI ของ Google ดึงทราฟฟิกออกจากเว็บไซต์ต้นทาง
การที่ผู้บริหารระดับสูงเลือกไม่ตอบตรงๆ ในประเด็นที่กระทบอุตสาหกรรมข่าวทั้งวงการ ยิ่งตอกย้ำความรู้สึกของหลายฝ่ายว่า บริษัทแพลตฟอร์มขนาดใหญ่พร้อมพูดถึงประโยชน์ของ AI เต็มที่ แต่ยังไม่พร้อมพูดถึงต้นทุนที่คนอื่นต้องแบกรับจากมัน
ศูนย์ข้อมูล AI กลายเป็นประเด็นการเมืองระดับท้องถิ่น
การขยายตัวของศูนย์ข้อมูลเพื่อรองรับ AI ไม่ได้เป็นแค่เรื่องเทคนิคหรือเศรษฐกิจอีกต่อไป แต่กลายเป็นประเด็นที่จุดแรงต้านจากชุมชนในหลายพื้นที่ทั่วสหรัฐฯ ไม่ว่าจะเป็นรัฐที่มีแนวโน้มเดโมแครตหรือรีพับลิกัน

ความกังวลหลักของชาวบ้านคือค่าไฟที่อาจสูงขึ้นจากการแย่งใช้ไฟฟ้าของศูนย์ข้อมูล ปริมาณน้ำที่ถูกดึงไปหล่อเย็นเซิร์ฟเวอร์ และการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ในละแวกบ้านที่ไม่มีใครถามความเห็นก่อน สิ่งเหล่านี้ทำให้ศูนย์ข้อมูล AI กลายเป็นสัญลักษณ์ของเทคโนโลยีที่ให้ประโยชน์กับบริษัทใหญ่ แต่ผลักภาระบางส่วนไปให้ชุมชนรอบข้าง
เมื่อเทคโนโลยีกลายเป็นประเด็นหาเสียงก่อนเลือกตั้งกลางเทอม
เพราะแรงต้านศูนย์ข้อมูลและความกังวลเรื่องการสอดแนมกระจายไปหลายพื้นที่ นักการเมืองจึงเริ่มถูกถามเรื่องนี้ตรงๆ ในตอน mailbag ของ Decoder ยกตัวอย่างบทสัมภาษณ์ผู้ว่าการรัฐนิวยอร์ก Kathy Hochul ที่ต้องแสดงจุดยืนเรื่องนโยบายเทคโนโลยีในบริบทของการเลือกตั้งกลางเทอมที่ใกล้เข้ามา
เมื่อเทคโนโลยีที่เคยเป็นเรื่องของบริษัทเอกชนล้วนๆ กลายเป็นหัวข้อหาเสียง นั่นสะท้อนว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยมองว่าผลกระทบจาก AI กล้องสอดแนม และศูนย์ข้อมูล ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องที่ควรมีคนกำกับดูแลแทนพวกเขา
ยุคที่ผู้ใช้เชื่อบริษัทเทคโนโลยีน้อยลงต่างจากเดิมตรงไหน
| Factor | ยุคที่เทคโนโลยียังได้รับความไว้วางใจ | ยุคที่ทุกความเชื่อใจต้องพิสูจน์ใหม่ |
|---|---|---|
| ท่าทีของผู้บริโภค | เชื่อคำสัญญาเรื่องความสะดวกโดยไม่ตั้งคำถามมาก | ตั้งคำถามก่อนเชื่อ และรอดูผลกระทบจริงก่อน |
| กล้องและอุปกรณ์เฝ้าระวัง | มองว่าเป็นเรื่องความปลอดภัยสาธารณะ | กังวลว่าจะถูกใช้เกินขอบเขตที่แจ้งไว้ |
| ศูนย์ข้อมูล AI ในพื้นที่ | มองว่าเป็นการลงทุนที่ดีต่อเศรษฐกิจท้องถิ่น | ตั้งคำถามเรื่องไฟฟ้า น้ำ และผลกระทบต่อชุมชน |
| ความสัมพันธ์กับหน่วยงานกำกับดูแลและนักการเมือง | ปล่อยให้บริษัทกำกับดูแลตัวเองเป็นหลัก | กลายเป็นประเด็นถูกตรวจสอบและหาเสียง |
ความต่างจึงไม่ได้อยู่ที่ตัวเทคโนโลยีก้าวหน้าขึ้นหรือถอยลง แต่อยู่ที่ระยะห่างระหว่างสิ่งที่บริษัทพูดกับสิ่งที่คนใช้จริงเจอ แคบลงเรื่อยๆ จนความไม่พอใจสะสมเป็นแรงกดดันที่มองเห็นได้ทั้งในสื่อและในสนามการเมือง
สิ่งที่กระแสตีกลับรอบนี้เปิดโปงและสิ่งที่ยังคลุมเครือ
กระแสต่อต้านรอบนี้มีข้อดีตรงที่มันบังคับให้ประเด็นที่เคยถูกซ่อนอยู่ในเอกสารทางเทคนิคหรือแถลงการณ์ประชาสัมพันธ์ ต้องออกมาเป็นคำถามที่ผู้บริหารบริษัทเทคโนโลยีต้องตอบต่อหน้าสาธารณะ แต่ในขณะเดียวกัน ความกังวลที่มีหลักฐานรองรับก็อาจถูกปนไปกับความกลัวเทคโนโลยีใหม่แบบเหมารวมได้เช่นกัน
ข้อดี
- +บังคับให้บริษัทเทคโนโลยีอธิบายผลกระทบของกล้อง ศูนย์ข้อมูล และ AI ต่อชุมชนอย่างตรงไปตรงมามากขึ้น
- +เปิดพื้นที่ให้สื่อและนักการเมืองตั้งคำถามกับบริษัทใหญ่แทนที่จะปล่อยผ่านเหมือนที่ผ่านมา
ข้อเสีย
- −ความกังวลที่มีหลักฐาน เช่น กรณีกล้องถูกใช้ผิดวัตถุประสงค์ อาจถูกปนกับความกลัวเทคโนโลยีใหม่แบบเหมารวม
- −การพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในชีวิตประจำวันทำให้ปฏิเสธเทคโนโลยีทั้งหมดได้ยากในทางปฏิบัติ
บทสรุป: ความไว้ใจที่ต้องพิสูจน์ใหม่ทุกครั้ง
กระแสต่อต้านเทคโนโลยีวันนี้ต่างจากอดีตตรงที่มันไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในแวดวงคนทำงานสายเทคโนโลยีอีกต่อไป แต่ลามไปถึงชุมชนที่อยู่ข้างศูนย์ข้อมูล คนที่เดินผ่านกล้องอ่านป้ายทะเบียนทุกวัน และผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่เริ่มถามนักการเมืองตรงๆ ว่าจะกำกับดูแลเรื่องนี้อย่างไร
โจทย์ของบริษัทเทคโนโลยีจึงไม่ใช่แค่การออกฟีเจอร์ใหม่ให้เร็วที่สุด แต่คือการพิสูจน์ให้เห็นว่าความสะดวกที่มอบให้ ไม่ได้แลกมาด้วยความเป็นส่วนตัว อำนาจต่อรอง หรือทรัพยากรของชุมชนที่ไม่มีทางปฏิเสธได้ตั้งแต่แรกครับ