หน้าแรก / บทความ / Hardware
Hardware วิเคราะห์จากสเปค + รีวิว

วิเคราะห์และรีวิว: จุดเริ่มต้นของกระแส Ray Tracing กับ GeForce RTX 2080 และ RTX 2080 Ti

ย้อนดูการเปิดตัว GeForce RTX 2080 และ RTX 2080 Ti ในปี 2018 จุดเริ่มต้นของยุค Ray Tracing บนเกม PC แม้ช่วงแรกจะมีเกมรองรับค่อนข้างจำกัด

วิเคราะห์และรีวิว: จุดเริ่มต้นของกระแส Ray Tracing กับ GeForce RTX 2080 และ RTX 2080 Ti

บทความนี้จะย้อนดูการเปิดตัว GeForce RTX 2080 และ RTX 2080 Ti จุดเริ่มต้นของกระแส Ray Tracing บนพีซีเกม พร้อมดูว่าความแรงและราคาตอบโจทย์ผู้เล่นจริงแค่ไหน

ประเด็นสำคัญคือ ตอนเปิดตัว เกมที่รองรับ Ray Tracing ยังมีไม่มาก เทคโนโลยีจึงดูเหมือนของล้ำสมัยที่น่าสนใจ แต่ยังไม่ใช่ฟีเจอร์จำเป็นสำหรับทุกคน เราจะชั่งน้ำหนักทั้งภาพที่สวยขึ้น ประสิทธิภาพที่ต้องแลก และความคุ้มราคาในมุมคนเล่นเกมจริง

จุดเริ่มต้นของยุคเรย์เทรซิงบนพีซี

วันที่ 20 กันยายน 2018 NVIDIA เปิดตัว GeForce RTX 2080 และ RTX 2080 Ti พร้อมผลัก Ray Tracing จากฟีเจอร์ที่เคยเห็นแค่ในงาน demo ให้กลายเป็นทิศทางใหม่ของการ์ดจอเกม

GeForce RTX 2080 และ RTX 2080 Ti เปิดตัวในปี 2018

ช่วงแรกเกมที่รองรับยังมีไม่มาก ทำให้ผู้ใช้ยังไม่เห็นประโยชน์เต็มที่ แต่การเปิดตัวครั้งนี้ก็ทำให้ทั้งผู้ผลิตฮาร์ดแวร์และนักพัฒนาเกมต้องเริ่มวางแผนรองรับแสงเงาและเงาสะท้อนแบบสมจริงมากขึ้น

เมื่อภาพสวยขึ้น แต่เกมยังตามไม่ทัน

ผู้เล่นที่ลงทุนกับการ์ดจอรุ่นใหม่หวังจะเห็นแสง เงา และเงาสะท้อนสมจริงขึ้น แต่พอเปิดใช้งานจริง เกมที่รองรับ Ray Tracing ยังมีจำนวนน้อยกว่าที่คาดไว้มาก

หลายเกมต้องรอแพตช์อัปเดต ขณะที่เกมใหม่ก็ยังทยอยออกมาไม่ทันกับความคาดหวัง การ์ดจอพร้อมแล้ว แต่ซอฟต์แวร์และเกมยังตามไม่ทัน ทำให้ฟีเจอร์ที่ควรเป็นจุดขายกลับกลายเป็นของที่ต้องรอเวลาเข้ามาช่วย

RTX 2080 และ 2080 Ti อยู่ตรงไหนในตระกูล GeForce

ในไลน์อัป GeForce รุ่นนั้น RTX 2080 ทำหน้าที่เป็นรุ่นเรือธงสำหรับผู้เล่นทั่วไป เน้นประสบการณ์เล่นเกมระดับสูง พร้อมพา Ray Tracing เข้าสู่ตลาดวงกว้าง

ส่วน RTX 2080 Ti อยู่บนสุดของตระกูล เหมาะกับคนที่ต้องการประสิทธิภาพระดับบนและพร้อมจ่ายเพื่อรีดพลังกราฟิกให้เต็มที่ พูดง่ายๆ คือ RTX 2080 เน้นความแรงที่เข้าถึงง่ายกว่า ขณะที่ Ti คือรุ่นสุดทางของไลน์อัป

จาก GTX 1080 Ti สู่ RTX 2080 Ti ต่างกันจริงแค่ไหน

เทียบกับรุ่นก่อนหน้าอย่าง GTX 1080 และ GTX 1080 Ti ความเปลี่ยนแปลงที่ชัดที่สุดไม่ใช่แค่จำนวนคอร์ที่เพิ่มขึ้น แต่คือการเพิ่ม RT Cores และ Tensor Cores เข้ามาโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นสิ่งที่ตระกูล GTX ไม่มีเลย

Factor GTX 1080GTX 1080 TiRTX 2080RTX 2080 Ti
สถาปัตยกรรม Pascal (GP104)Pascal (GP102)Turing (TU104)Turing (TU102)
CUDA Cores 2,5603,5842,9444,352
หน่วยความจำ 8 GB GDDR5X11 GB GDDR5X8 GB GDDR611 GB GDDR6
RT Cores / Tensor Cores ไม่มีไม่มี46 / 36868 / 544
ราคาเปิดตัว 599 USD699 USD699 USD999 USD
Ray Tracing ไม่รองรับไม่รองรับรองรับรองรับ

ตัวเลขคอร์ประมวลผลทั่วไปของ RTX 2080 ใกล้เคียง GTX 1080 Ti มากกว่าจะทิ้งห่างชัดเจน สิ่งที่ต่างจริงๆ คือฮาร์ดแวร์เฉพาะทางสำหรับ Ray Tracing และ DLSS ที่เพิ่งมีในตระกูล RTX เท่านั้น

ฮาร์ดแวร์ที่ปลดล็อก Ray Tracing แบบเรียลไทม์

RT Cores คือหน่วยประมวลผลเฉพาะสำหรับคำนวณการสะท้อนแสงและเงาแบบเรียลไทม์ ทำให้ไม่ต้องพึ่ง shader ทั่วไปทั้งหมดเหมือนที่ผ่านมา RTX 2080 มี RT Cores 46 ชุด ส่วน RTX 2080 Ti มี 68 ชุด ซึ่งอธิบายได้ว่าทำไม Ti ถึงรับมือฉากแสงซับซ้อนได้ดีกว่าเมื่อเปิด Ray Tracing เต็มรูปแบบ

RT Cores และ Tensor Cores บนสถาปัตยกรรม Turing

ควบคู่กันคือ Tensor Cores ที่ทำงานร่วมกับ DLSS เพื่อช่วยประคองเฟรมเรตเวลาเปิด Ray Tracing โดย RTX 2080 มี 368 ชุด และ RTX 2080 Ti มี 544 ชุด ตัวการ์ดใช้ชิป TU104 (2080) และ TU102 (2080 Ti) พร้อมหน่วยความจำ GDDR6 ขนาด 8 GB และ 11 GB ตามลำดับ บนแบนด์วิดท์ 448 GB/s และ 616 GB/s

สเปกที่แรงขึ้นทำให้เปิด Ray Tracing ได้จริงในเชิงทฤษฎี แต่ปัญหาช่วงแรกคือไดรเวอร์และเกมยังต้องพัฒนา DLSS เวอร์ชันแรกให้เข้ากับฮาร์ดแวร์ใหม่นี้ก่อน ผลลัพธ์ในเกมจริงจึงยังไม่นิ่งเท่าที่สเปกบนกระดาษบอกไว้

คู่แข่งและทางเลือกที่ผู้เล่นมีในเวลานั้น

RTX 2080 และ RTX 2080 Ti ได้เปรียบตรงรองรับ Ray Tracing โดยตรง แต่ช่วงแรกเกมที่ใช้ฟีเจอร์นี้ยังมีจำกัด ทำให้ประโยชน์จริงยังไม่ชัดทุกเกม ส่วน GTX 1080 Ti, Radeon RX Vega 64 และ Radeon VII ยังเหมาะกับการเล่นเกมแบบเดิมมากกว่า

Factor RTX 2080RTX 2080 TiGTX 1080 TiRadeon RX Vega 64Radeon VII
ประสิทธิภาพต่อราคา ต้องดูตามเกมงบต้องถึงคุ้มเมื่อไม่ใช้ RTคุ้มเมื่อไม่ใช้ RTคุ้มเมื่อไม่ใช้ RT
Ray Tracing รองรับรองรับไม่รองรับไม่รองรับไม่รองรับ
ไดรเวอร์ รองรับรองรับรองรับรองรับรองรับ
เกมที่ใช้ฟีเจอร์ได้จริง ยังมีจำกัดยังมีจำกัดไม่มี RTไม่มี RTไม่มี RT

จุดสำคัญจึงไม่ใช่แค่การ์ดไหนแรงกว่า แต่คือเกมที่เล่นมี Ray Tracing ให้ใช้จริงหรือยัง

จุดแข็งที่ทำให้ RTX 20 ยังน่าจดจำ

ข้อดี

  • +เปิดยุค Ray Tracing สำหรับเกมพีซี
  • +ดัน DLSS และภาพสะท้อนแสงให้เป็นฟีเจอร์หลัก
  • +วางรากฐานให้การ์ดจอรุ่นใหม่พัฒนาต่อ

ข้อเสีย

  • −ราคาเปิดตัวสูง
  • −ช่วงแรกมีเกมรองรับน้อย
  • −เปิด Ray Tracing แล้วประสิทธิภาพลดลงชัดเจน

ราคาที่ต้องจ่ายมากกว่าตัวเลขบนกล่อง

RTX 2080 เปิดตัวที่ 699 USD ส่วน RTX 2080 Ti เปิดตัวที่ 999 USD (รุ่น Founders Edition แพงกว่านี้อีก) ถือเป็นการขยับราคาการ์ดจอเรือธงขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า และต้นทุนจริงไม่ได้จบแค่ตัวการ์ด เพราะ RTX 2080 Ti กินไฟสูงถึง 260 W จึงต้องเผื่องบสำหรับพาวเวอร์ซัพพลายและระบบระบายความร้อนที่รองรับได้ด้วย

ราคาและต้นทุนการอัปเกรดสู่ยุค Ray Tracing

ถ้าจะเห็นผลจาก Ray Tracing แบบเต็มตา จอ 4K หรือจอรีเฟรชเรตสูงก็กลายเป็นค่าใช้จ่ายเพิ่มอีกก้อน ส่วนการรอเกมและแพตช์รองรับ คือค่าเสียโอกาสของคนที่ซื้อเทคโนโลยีก่อนระบบนิเวศจะพร้อม

พูดตรงๆ การจ่ายเงินช่วงแรกไม่ได้ซื้อแค่ performance แต่ซื้ออนาคตของฟีเจอร์ด้วย ถ้าเกมที่เล่นยังไม่รองรับ การ์ดแรงก็อาจยังแสดงศักยภาพได้ไม่เต็มที่ครับ

บทเรียนจากการเป็นผู้บุกเบิกเทคโนโลยีกราฟิก

RTX 2080 และ RTX 2080 Ti อาจยังไม่ทำให้การเล่นเกมเปลี่ยนไปทันที เพราะเกมที่รองรับ Ray Tracing ยังมีไม่มาก และ performance ต้องแลกกับภาพสะท้อนหรือแสงเงาที่สมจริงขึ้น

แต่การเปิดตัวครั้งนั้นวางมาตรฐานใหม่ให้วงการ ผู้ผลิตการ์ดจอมีเหตุผลพัฒนาฮาร์ดแวร์ต่อ ส่วนผู้พัฒนาเกมก็เริ่มใส่ Ray Tracing ในแผนงานอย่างจริงจัง จากฟีเจอร์เฉพาะกลุ่มจึงค่อยๆ กลายเป็นองค์ประกอบหลักของกราฟิกเกมยุคใหม่