ก่อนหน้านี้ไม่กี่สัปดาห์ ระบบจัดเก็บข้อมูล ParaStor F9000 ของ Sugon ผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ HPC สัญชาติจีนที่อยู่ในบัญชีคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ทำคะแนน IO500 ทิ้งห่างทุกคู่แข่งจนขึ้นเป็นอันดับ 1 ของ Production List แต่ตอนนี้คณะกรรมการ IO500 ได้ย้ายผลทดสอบนั้นออกจากอันดับ Production ไปไว้ที่ Research List แทน เพราะไม่ผ่านเกณฑ์ด้านการทำซ้ำผลได้ (reproducibility) ส่งผลให้ Aurora ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ของ Argonne National Laboratory ที่ใช้ระบบจัดเก็บข้อมูลแบบ DAOS บนแพลตฟอร์ม Intel กลับมาครองแชมป์อีกครั้ง
บทความนี้จะพาไปดูว่า ParaStor F9000 ทำคะแนนอะไรไว้บ้าง เกณฑ์การทำซ้ำผลของ IO500 คืออะไรและทำไม Sugon ถึงพลาดตรงนี้ พร้อมเทียบตัวเลขจริงระหว่าง ParaStor F9000 กับ Aurora ให้เห็นภาพว่าทำไม “เร็วที่สุด” กับ “ครองแชมป์ได้” ถึงไม่ใช่เรื่องเดียวกันเสมอไป
Sugon ParaStor F9000 คืออะไร และทำไมเคยขึ้นเป็นอันดับ 1 ใน IO500
ParaStor F9000 เป็นระบบจัดเก็บข้อมูลแบบ all-flash ของ Sugon ที่ถูกส่งเข้าทดสอบ IO500 ผ่านหน่วยงาน SCNet ภายใต้ชื่อระบบ SCNet AICS-A โดยรันการทดสอบด้วยไคลเอนต์ 500 โหนด รวม 64,000 คลายเอนต์โปรเซส แล้วทำคะแนนออกมาที่ 79,110.05 คะแนน ด้วยแบนด์วิดท์ 26,888.39 GiB/s และปริมาณงานด้าน metadata 232,754.76 kIOP/s ซึ่งสูงกว่าคะแนนของ Aurora ที่ 32,165.90 คะแนนในตอนนั้นเกือบ 2.46 เท่า
ด้านฮาร์ดแวร์ ตามสเปกที่เปิดเผยในงานแสดงสินค้า ISC 2026 ตู้ ParaStor F9000 แบบ 2U24 หนึ่งตู้มีคอนโทรลเลอร์คู่ แต่ละตัวใช้ซีพียู 64 คอร์ พร้อมไดรฟ์ NVMe ขนาด 15.36TB จำนวน 12 ตัว และการ์ดเครือข่าย InfiniBand ความเร็ว 400G ที่ผลิตในจีนอีก 4 ใบ เป็นสเปกระดับสูงที่อธิบายได้ว่าทำไมตัวเลข bandwidth และ metadata ถึงพุ่งขึ้นไปนำคู่แข่งขนาดนั้น

เกณฑ์ reproducibility ของ IO500 คือกำแพงที่ ParaStor F9000 ข้ามไม่ผ่าน
IO500 ไม่ได้จัดอันดับ Production List จากตัวเลขความเร็วอย่างเดียว ระบบที่จะอยู่ในลิสต์นี้ได้ต้องเปิดเผยรายละเอียดสถาปัตยกรรมมากพอ และตัวผลิตภัณฑ์ต้องมี general availability คือหาซื้อหรือเข้าถึงได้จริงในระดับที่ทีมอื่นสามารถตรวจสอบและทดสอบซ้ำได้ นี่คือเงื่อนไขที่แยก Production List ออกจาก Research List ซึ่งเปิดกว้างกว่าสำหรับงานทดลอง
ปัญหาของ ParaStor F9000 คือระบบไฟล์เป็นกรรมสิทธิ์ของ Sugon เอง ข้อมูลสถาปัตยกรรมที่เปิดเผยต่อสาธารณะมีจำกัด และความพร้อมใช้งานทั่วไปของระบบก็ยังไม่ชัดเจนพอ คณะกรรมการ IO500 จึงย้ายผลทดสอบทั้งสองรายการที่ใช้ ParaStor F9000 คือ SCNet AICS-A บน Production List (79,110.05 คะแนน) และ SCNet AICS-B บน 10 Node Production List (7,839.30 คะแนน) ออกจากอันดับ Production ไปไว้ที่ Research List แทน
ในทางกลับกัน DAOS ซึ่งเป็นระบบจัดเก็บข้อมูลที่ Aurora ใช้ เป็นซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สที่ดาวน์โหลดได้ มีเอกสารสถาปัตยกรรมและข้อกำหนดฮาร์ดแวร์/ซอฟต์แวร์เปิดเผยครบ ทำให้ทีมอื่นสามารถทดลองสร้างระบบย่อยแล้วตรวจสอบผลตามได้ นี่คือจุดที่ทำให้ Aurora ผ่านเกณฑ์ reproducibility ในขณะที่ ParaStor F9000 ผ่านไม่ได้
ตัวเลขจริงเทียบกันหมัดต่อหมัด: ParaStor F9000 ปะทะ Aurora
| Factor | SCNet AICS-A (Sugon ParaStor F9000) | Aurora (Intel + DAOS) |
|---|---|---|
| คะแนน IO500 (Production List) | 79,110.05 | 32,165.90 |
| Bandwidth (BW) | 26,888.39 GiB/s | 10,066.09 GiB/s |
| Metadata throughput (MD) | 232,754.76 kIOP/s | 102,785.41 kIOP/s |
| จำนวนไคลเอนต์โหนดที่ใช้ทดสอบ | 500 โหนด | 300 โหนด |
| จำนวนคลายเอนต์โปรเซส | 64,000 | 62,400 |
| สถานะล่าสุดบน IO500 | ย้ายไป Research List | อันดับ 1 บน Production List |
ตัวเลขดิบของ SCNet AICS-A ยังคงสูงกว่า Aurora เกือบ 2.46 เท่าในทุกมิติ ทั้ง bandwidth และ metadata throughput แต่เพราะไม่ผ่านเกณฑ์การทำซ้ำผล คะแนนนี้จึงไม่นับรวมในอันดับ Production List อีกต่อไป ทำให้ Aurora ที่คะแนนต่ำกว่ากลับกลายเป็นอันดับ 1 แทน สะท้อนว่า IO500 ให้น้ำหนักกับความน่าเชื่อถือของกระบวนการพอๆ กับตัวเลขที่ทำได้

ทำไมเรื่องนี้อ่อนไหวเป็นพิเศษ เพราะ Sugon อยู่ในบัญชีคว่ำบาตรสหรัฐฯ
Sugon เป็นหนึ่งในผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ HPC ของจีนที่ถูกสหรัฐฯ ขึ้นบัญชีคว่ำบาตรมานานหลายปี ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคง สถานะนี้ทำให้ทุกครั้งที่ Sugon หรือพันธมิตรอย่าง SCNet ทำสถิติโดดเด่นในเวทีระดับโลกอย่าง IO500 ผลทดสอบมักถูกจับตาตรวจสอบละเอียดกว่าผู้ผลิตรายอื่น ทั้งในแง่เทคโนโลยีและความน่าเชื่อถือของข้อมูลที่เปิดเผย
ความเข้มงวดของ IO500 ในกรณีนี้จึงไม่ได้เกี่ยวข้องกับสถานะการคว่ำบาตรโดยตรง แต่เป็นการบังคับใช้กติกาเดียวกับทุกผู้ผลิต คือต้องพิสูจน์ได้ว่าใครก็ทดสอบซ้ำตามได้ เมื่อ ParaStor F9000 เป็นระบบกรรมสิทธิ์ที่ข้อมูลสถาปัตยกรรมเปิดเผยไม่พอ และตัวผลิตภัณฑ์ก็ยังไม่ชัดเจนว่าหาซื้อได้ทั่วไปในระดับใด ผลทดสอบจึงถูกจัดเข้ากลุ่ม Research List เช่นเดียวกับระบบทดลองอื่นๆ ที่ยังพิสูจน์ตัวเองไม่ได้เต็มที่
จุดแข็งทางเทคนิคของ ParaStor F9000 และจุดที่ทำให้เสียตำแหน่งแชมป์
ข้อดี
- +แบนด์วิดท์และ metadata throughput สูงกว่า Aurora เกือบ 2.5 เท่าในการทดสอบครั้งเดียว
- +ฮาร์ดแวร์ต่อ enclosure จัดเต็ม คอนโทรลเลอร์คู่ซีพียู 64 คอร์ พร้อม NVMe 15.36TB 12 ตัว และ InfiniBand 400G 4 ใบ
ข้อเสีย
- −ไม่เปิดเผยรายละเอียดสถาปัตยกรรมซอฟต์แวร์มากพอให้ทีมอื่นทดสอบซ้ำตามได้
- −ระบบไฟล์เป็นกรรมสิทธิ์ที่ general availability ยังไม่ชัดเจน จึงตกไปอยู่ Research List แทน Production List

บทเรียนต่อวงการ HPC: เร็วที่สุดไม่ได้แปลว่าเชื่อถือได้ที่สุด
กรณี ParaStor F9000 เป็นตัวอย่างชัดเจนว่าอันดับ benchmark ระดับโลกอย่าง IO500 ไม่ได้ตัดสินกันแค่ตัวเลขบนกระดาษ ผมมองว่าการที่คณะกรรมการยอมย้ายระบบที่ทำคะแนนสูงสุดออกจาก Production List เป็นการยืนยันว่ากติกาเรื่องความโปร่งใสและการทำซ้ำผลนั้นบังคับใช้จริง ไม่ใช่แค่ข้อความในกฎ
สำหรับทีมที่กำลังพิจารณาลงทุนระบบจัดเก็บข้อมูลระดับ HPC บทเรียนตรงนี้ชัดเจน: ตัวเลข peak performance ในเดโมเดียวไม่พอสำหรับตัดสินใจ ควรขอดูรายละเอียดสถาปัตยกรรม เงื่อนไขการทดสอบ และหลักฐานว่าอิสระจากทีมอื่นสามารถยืนยันผลได้จริงก่อน เพราะสุดท้ายแล้วระบบที่ครองแชมป์ได้อย่างยั่งยืนอย่าง Aurora ก็คือระบบที่พิสูจน์ตัวเองซ้ำได้ ไม่ใช่แค่ระบบที่เร็วที่สุดในวันที่ทดสอบครับ