Huawei ประกาศชะลอแผนขยายชิป AI สู่ตลาดโลก และหันไปเน้นตอบสนองความต้องการภายในจีนก่อน เพราะดีมานด์ในประเทศยังสูงกว่ากำลังผลิตที่มีอยู่ Eric Xu ประธานหมุนเวียนของ Huawei ระบุในงาน Huawei Connect 2026 ที่เซี่ยงไฮ้เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2026 ว่า บริษัทยังผลิตไม่พอสำหรับตลาดจีนเอง จึงยังไม่มีแผนบุกตลาดต่างประเทศแบบเต็มรูปแบบในตอนนี้
หัวใจของการชะลอครั้งนี้คือ Atlas SuperPoD คลัสเตอร์ที่รวมชิป Ascend 960 จำนวน 15,488 ตัวเข้าด้วยกันผ่านเครือข่ายออปติคัล ประมวลผลได้สูงสุด 120 EFLOPS ที่ความละเอียด FP4 (หรือ 30 EFLOPS ที่ FP8) ถือเป็นคลัสเตอร์ AI ที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่ Huawei เคยเปิดเผยต่อสาธารณะ
อย่างไรก็ตาม การจะท้าทาย Nvidia ได้จริงยังต้องดูมากกว่าตัวเลขบนกระดาษ ทั้ง benchmark การใช้งานจริง ต้นทุนทั้งระบบ และความพร้อมของซอฟต์แวร์ เพราะฮาร์ดแวร์แรงอย่างเดียวไม่พอสำหรับการใช้งานระดับองค์กร

Atlas SuperPoD: คลัสเตอร์ 15,488 ชิปที่ใหญ่ที่สุดของ Huawei
Atlas SuperPoD คือคลัสเตอร์ขนาดใหญ่ที่รวมชิป Ascend 960 นับหมื่นตัวเข้าด้วยกัน โดยมีเครือข่ายออปติคัลเป็นทางเชื่อมหลักระหว่างโหนด ช่วยให้ข้อมูลวิ่งข้ามระบบได้คล่องขึ้นเมื่อต้องรองรับงาน AI หลายชุดพร้อมกัน แทนที่จะพึ่งการเชื่อมต่อภายในแบบเดิมที่กลายเป็นคอขวดเมื่อจำนวนชิปเพิ่มขึ้นมาก
จุดสำคัญคือการวางระบบให้ขยายเพิ่มได้เป็นส่วนๆ ทั้งฝั่งชิป หน่วยความจำ และ storage จึงเหมาะกับศูนย์ข้อมูลที่ต้องเพิ่มกำลังประมวลผลตามงานจริง ไม่ใช่แค่การอัดชิปจำนวนมากไว้ในที่เดียว
เมื่อความต้องการ AI ในจีนโตเร็วกว่าที่ Huawei ผลิตทัน
องค์กรในจีนที่เร่งเพิ่มกำลังประมวลผล AI ไม่ได้ติดที่ซอฟต์แวร์อย่างเดียว แต่ติดตั้งแต่จำนวนชิปและระบบเครือข่ายที่เคยต้องพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานจาก Nvidia เป็นหลัก เมื่อมาตรการควบคุมการส่งออกของสหรัฐฯ จำกัดการเข้าถึงชิป Nvidia รุ่นล่าสุด ความต้องการชิปที่ผลิตในจีนเองก็พุ่งขึ้นตาม และ Huawei ก็เจอปัญหาเดียวกัน คือมีคำสั่งซื้อมากกว่าที่สายการผลิตจะตามทัน
Eric Xu อธิบายตรงไปตรงมาว่า เพราะกำลังผลิตยังไม่พอสำหรับตลาดจีนเอง Huawei จึงยังไม่วางแผนบุกตลาดโลกแบบเต็มรูปแบบในตอนนี้ การให้ความสำคัญกับลูกค้าในประเทศก่อนจึงเป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผลมากกว่าการกระจายชิปที่มีจำกัดออกไปหลายตลาดพร้อมกัน

Ascend 960 กับยุทธศาสตร์ AI ของ Huawei
Ascend 960 ไม่ใช่แค่ชิปตัวเดียว แต่เป็นส่วนหนึ่งของแพลตฟอร์ม Atlas ที่เชื่อมชิปเข้ากับเซิร์ฟเวอร์ ระบบจัดการ และซอฟต์แวร์สำหรับพัฒนาโมเดล เมื่อรวมชิปนับหมื่นตัวผ่านเครือข่ายออปติคัลแล้ว จึงกลายเป็น Atlas SuperPoD ที่ทำงานประสานกันเป็นระบบเดียว
Huawei วาง Atlas ไว้เป็นแกนกลางตั้งแต่ฮาร์ดแวร์ในศูนย์ข้อมูล ไปจนถึงซอฟต์แวร์และโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ การเน้นตลาดจีนก่อนจึงสอดคล้องกับความต้องการใช้งานภายในประเทศ และช่วยให้บริษัทควบคุมทั้ง supply chain กับระบบซอฟต์แวร์ได้ใกล้ชิดขึ้น
จากระบบรุ่นก่อนสู่คลัสเตอร์ 15,488 ชิป
ข้อมูลที่เปิดเผยยังไม่ระบุตัวเลขของ Atlas รุ่นก่อน จึงเทียบได้จากทิศทางการออกแบบเป็นหลัก โดยรุ่นใหม่เน้นรวมชิป Ascend 960 จำนวนมากผ่านเครือข่ายออปติคัล เพื่อรับงาน AI ขนาดใหญ่ในจีน
| Factor | Atlas รุ่นก่อน | Atlas SuperPoD |
|---|---|---|
| จำนวนชิป | ไม่ระบุ | 15,488 ชิป (Ascend 960) |
| กำลังประมวลผล | ไม่ระบุ | สูงสุด 120 EFLOPS (FP4) / 30 EFLOPS (FP8) |
| การเชื่อมต่อ | ไม่ระบุ | เครือข่ายออปติคัล |
| การขยายระบบ | ไม่ระบุ | รองรับคลัสเตอร์ขนาดใหญ่ |
| การใช้พลังงาน | ไม่ระบุ | ไม่ระบุ |
| เป้าหมายการใช้งาน | ไม่ระบุ | งาน AI ระดับศูนย์ข้อมูล |
จุดสำคัญคือ Huawei กำลังขยับจากระบบเดี่ยวไปสู่โครงสร้างแบบคลัสเตอร์ เหมาะกับงานฝึกโมเดลและบริการ AI ที่ต้องการกำลังประมวลผลต่อเนื่อง
เครือข่ายออปติคัลเปลี่ยนประสบการณ์ใช้งานจริงอย่างไร
เมื่อชิปจำนวนมากต้องช่วยกันฝึกโมเดลขนาดใหญ่ เครือข่ายออปติคัลช่วยส่งข้อมูลระหว่างโหนดได้คล่องขึ้น งานจึงไม่ต้องรอการเชื่อมต่อจากโหนดใดโหนดหนึ่งนานเกินไป
ในงานศูนย์ข้อมูล จุดเด่นนี้ช่วยลดคอขวดระหว่างการประมวลผล ทำให้คลัสเตอร์รองรับงานต่อเนื่องได้เหมาะกว่าเครื่องเดี่ยว การขยายระบบทำได้เป็นกลุ่มตามความต้องการ จึงเหมาะกับบริการ AI ที่ต้องเพิ่มกำลังประมวลผลเมื่อมีผู้ใช้เข้ามาพร้อมกัน
สำหรับงานอนุมาน ผู้ใช้ปลายทางอาจไม่เห็นเครือข่ายโดยตรง แต่จะสัมผัสได้จากการตอบสนองที่สม่ำเสมอขึ้น โดยเฉพาะช่วงที่มีคำขอจำนวนมาก
Atlas เทียบกับ Nvidia และทางเลือกอื่นได้แค่ไหน
| Factor | Huawei Atlas | Nvidia | AMD Instinct | Google TPU |
|---|---|---|---|---|
| ประสิทธิภาพจริง | เหมาะกับคลัสเตอร์ AI ขนาดใหญ่ในจีน | เด่นทั้ง training และ inference | แรงสำหรับงานศูนย์ข้อมูล | เหมาะกับงานบน Google Cloud |
| ซอฟต์แวร์ | ต้องพึ่งเครื่องมือของ Huawei | CUDA ใช้งานแพร่หลาย | รองรับ framework หลัก | ผูกกับบริการของ Google |
| ระบบนิเวศ | แข็งแรงในจีน | กว้างที่สุดในตลาด | กำลังเติบโต | เด่นในระบบคลาวด์ |
| การจัดหา | ตอบโจทย์ความต้องการในจีนก่อนเป็นหลัก | ขึ้นกับกำลังผลิตและข้อจำกัดการส่งออก | มีทางเลือกจากผู้ผลิตหลายราย | เข้าถึงผ่านคลาวด์เป็นหลัก |
| ใช้นอกจีน | ยังมีข้อจำกัดด้านซอฟต์แวร์และบริการ | พร้อมที่สุด | ยืดหยุ่นกว่า | เหมาะกับผู้ใช้ Google Cloud |
Atlas น่าสนใจเมื่อองค์กรอยู่ในจีนและต้องการลดการพึ่งพา Nvidia แต่ถ้าต้องย้ายระบบข้ามประเทศ Nvidia ยังได้เปรียบจากซอฟต์แวร์และเครื่องมือที่พร้อมกว่า

จุดแข็งที่เห็นชัด และข้อจำกัดที่ต้องยอมรับ
Atlas เด่นที่การรวมคลัสเตอร์ขนาดใหญ่กับเครือข่ายออปติคัล ช่วยลดคอขวดตอนส่งข้อมูลและรองรับงาน AI หนักได้ดี กำลังผลิตในจีนยังตอบโจทย์ตลาดภายในประเทศ แต่การขยายตลาดโลกอาจติดข้อจำกัดด้านซัพพลาย ซอฟต์แวร์ และการดูแลระบบข้ามประเทศ
ข้อดี
- +คลัสเตอร์รองรับงาน AI ขนาดใหญ่ได้ถึง 15,488 ชิปต่อระบบ
- +เครือข่ายออปติคัลช่วยลดคอขวดของข้อมูลระหว่างโหนด
- +เหมาะกับองค์กรในจีนที่ต้องการลดการพึ่งพา Nvidia
ข้อเสีย
- −ซอฟต์แวร์และเครื่องมือยังเข้ากันได้ไม่กว้างเท่าคู่แข่ง
- −การบำรุงรักษานอกจีนอาจทำได้ยากกว่า
- −กำลังผลิตยังไม่พอแม้แต่สำหรับตลาดในประเทศ จึงยังไม่มีแผนบุกตลาดโลกเต็มรูปแบบ
ราคาของคลัสเตอร์ไม่ได้จบที่ตัวชิป
ต้นทุนจริงยังรวมเซิร์ฟเวอร์ ระบบไฟฟ้าและระบายความร้อน รวมถึงเครือข่ายออปติคัลที่ต้องรองรับการส่งข้อมูลปริมาณมาก ดาต้าเซ็นเตอร์จึงอาจต้องปรับพื้นที่ ระบบไฟ และการดูแลความปลอดภัยให้เหมาะกับงานนี้
ยังมีค่าติดตั้ง ซอฟต์แวร์ เครื่องมือสำหรับนักพัฒนา และบุคลากรที่ดูแลระบบโดยเฉพาะ หากองค์กรมีระบบเดิมอยู่แล้ว ก็อาจต้องเสียค่าแก้ไขหรือย้าย workload ให้เข้ากับแพลตฟอร์มใหม่ด้วย ดังนั้นราคาชิปเป็นแค่จุดเริ่มต้น องค์กรควรมองค่าใช้จ่ายตลอดอายุการใช้งาน รวมถึงการบำรุงรักษาและการขยายระบบในอนาคตด้วยครับ
บทสรุป: 120 EFLOPS จะเปลี่ยนดุลการแข่งขันได้จริงหรือไม่
ตัวเลข 120 EFLOPS ที่ FP4 ทำให้ Atlas SuperPoD ดูมีศักยภาพท้าทาย Nvidia แต่ความสำเร็จไม่ได้วัดจาก performance บนกระดาษอย่างเดียว กำลังผลิต ซอฟต์แวร์ การส่งมอบ และระบบนิเวศสำหรับนักพัฒนาก็สำคัญไม่แพ้กัน
คำพูดของ Eric Xu ที่ว่า Huawei ยังผลิตไม่พอสำหรับตลาดจีนเอง สะท้อนทั้งข้อจำกัดด้าน supply และการตั้งหลักในตลาดบ้านเกิดก่อน การชะลอการทำตลาดโลกจึงอาจเป็นการตั้งรับชั่วคราว หรือการเตรียมขยายกำลังครั้งใหญ่ในอนาคต ต้องติดตามว่า Huawei จะเปลี่ยนศักยภาพของคลัสเตอร์ 15,488 ชิปให้เป็นระบบที่ใช้งานจริงได้แค่ไหน