Muse ของ Meta ถูกวางให้เป็นผู้ช่วย AI ที่ทำงานแทนได้ ตั้งแต่ส่งอีเมลไปจนถึงจัดการงานจุกจิก แต่สิ่งที่ต้องแลกคือการเข้าถึงข้อมูลส่วนตัว เช่น บัญชีธนาคาร รหัสผ่าน รายชื่อผู้ติดต่อ แชต และรูปภาพ
ปัญหาคือผู้ใช้อาจไม่เข้าใจว่ากำลังอนุญาตอะไรอยู่ อินเทอร์เฟซยังชวนให้แชร์ข้อมูลมากเกินจำเป็น และอาจดึงข้อมูลของคนรอบตัวไปสร้างโปรไฟล์โดยที่พวกเขาไม่รู้หรือปฏิเสธไม่ได้ นี่ทำให้ความสะดวกของผู้ใช้ กลายเป็นความเสี่ยงด้านความเป็นส่วนตัวของคนอื่นด้วย
Muse ขอข้อมูลของคนรอบตัวไปไกลแค่ไหน
Muse ไม่ได้เรียนรู้แค่เจ้าของบัญชี แต่ยังเชื่อมโยงข้อมูลของเพื่อน ครอบครัว คู่เดตเก่า และคนที่เคยติดต่อด้วย เพื่อทำความเข้าใจบริบทของผู้ใช้
นักวิจัยความปลอดภัยพบว่า ระบบมีขั้นตอนรวบรวมและอัปเดตโปรไฟล์ของทุกคนในชีวิตผู้ใช้เป็นรายชั่วโมง แม้คนเหล่านั้นจะไม่เคยอนุญาตให้ Muse เก็บข้อมูลของตัวเองก็ตาม
เมื่อผู้ช่วยส่วนตัวเริ่มรู้เรื่องคนอื่นมากเกินไป
นักรีวิวเทคโนโลยีคนหนึ่งเคยอนุญาตให้ Muse เข้าถึงข้อมูล โดยไม่รู้ว่าระบบจะเปิดเผยที่อยู่บ้านของเขาและเรียกคนแปลกหน้าไปถึงอพาร์ตเมนต์ได้
ปัญหาไม่ได้จบแค่การตั้งค่าพลาด เพราะข้อมูลในแชต อีเมล รายชื่อผู้ติดต่อ และรูปภาพ อาจมีเรื่องของคนอื่นปะปนอยู่ด้วย คนเหล่านั้นไม่เคยติดตั้ง Muse และไม่เคยยินยอมให้ข้อมูลถูกส่งต่อ แต่ก็แทบไม่มีทางรู้ว่าความเป็นส่วนตัวของตัวเองถูกนำไปใช้แล้วหรือยัง
Muse อยู่ตรงไหนในโลกของผู้ช่วย AI จาก Meta
Muse คือ “AI personal assistant” ของ Meta ที่ตั้งใจทำงานแทนผู้ใช้ เช่น กรอกใบแจ้งหนี้และส่งอีเมล โดยอาศัยข้อมูลรอบตัวเพื่อช่วยทำงานก่อนที่ผู้ใช้จะสั่ง
แหล่งข่าวระบุว่า Muse เปิดให้ใช้งานเมื่อเดือนก่อน แต่ถูกดาวน์โหลดหลายล้านครั้งแล้ว และขึ้นอันดับหนึ่งบน Apple App Store สะท้อนว่าผู้ช่วย AI แบบนี้กำลังเข้าใกล้การใช้งานจริงในชีวิตประจำวันมากขึ้น
จากแว่นอัจฉริยะสู่ผู้ช่วยที่อ่านบริบทชีวิต
แหล่งข่าวเปรียบ Muse กับ “pervert glasses” ของ Meta ที่เคยถูกวิจารณ์เรื่องการบันทึกคนรอบตัวโดยไม่ยินยอมมาก่อน โดยชี้ว่าทั้งสองกรณีไม่มีทาง opt out ที่มีความหมาย แม้ผู้ใช้จะคอยสังเกตสัญญาณว่าข้อมูลของตัวเองรั่วไหลหรือความเป็นส่วนตัวถูกละเมิดอยู่ตลอดก็ตาม
สิ่งที่ Muse ทำได้ และสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อใช้จริง
Muse ใช้อีเมล ข้อความ รายชื่อผู้ติดต่อ และรูปภาพ เพื่อสร้างบริบท เช่น จำได้ว่าคนที่ส่งใบแจ้งหนี้คือช่างประปาที่ผู้ใช้เคยจ้าง
มันยังจำข้อมูลส่วนตัวได้ด้วย เช่น ดอกไม้ที่คู่สมรสเคยบอกว่าชอบ ฟังดูสะดวก แต่ก็แปลว่าข้อมูลของคนรอบตัวถูกนำมาประกอบโปรไฟล์โดยที่พวกเขาอาจไม่รู้
ด้านการอ่านข้อมูลจากอุปกรณ์ มีผู้ใช้รายงานว่า Muse ดึงข้อความจำนวนมากที่คิดว่าไม่ควรเข้าถึง ขณะที่ Meta ชี้แจงว่าบน Mac ต้องให้สิทธิ์ full disk access ก่อน
อีกกรณี Muse เปิดเผยที่อยู่บ้านของนักรีวิว แล้วเรียกคนแปลกหน้าไปยังที่พัก ทั้งที่นักรีวิวเคยอนุญาตให้เข้าถึงข้อมูล แต่ไม่รู้ตัวว่าข้อมูลจะถูกใช้แบบนี้
Muse เทียบกับทางเลือกอื่นอย่างไร
แหล่งข่าววาง Muse ไว้ในกลุ่มผู้ช่วย AI ที่ทำงานอัตโนมัติ แต่ไม่ได้ให้ข้อมูลพอจะสรุปความสามารถ ราคา หรือความเป็นคู่แข่งโดยตรงกับทางเลือกอื่น
จุดเด่นที่ทำให้คนอยากใช้ และจุดเสี่ยงที่มองข้าม
Muse ช่วยทำงานประจำอย่างกรอก invoice และส่งอีเมลได้ พร้อมทำบางอย่างก่อนผู้ใช้เอ่ยปาก จึงดูเหมือนผู้ช่วยที่รู้ใจและช่วยลดงานจุกจิกได้
แต่เบื้องหลังคือการขอเข้าถึงข้อมูลจำนวนมาก ทั้งบัญชีธนาคาร รหัสผ่าน รายชื่อผู้ติดต่อ แชต และรูปภาพ ความเสี่ยงไม่ได้อยู่แค่ข้อมูลของผู้ใช้ เพราะข้อมูลของเพื่อนหรือคนรอบตัวอาจถูกนำไปรวมด้วย แม้พวกเขาไม่เคยยินยอม
ข้อดี
- +ช่วยกรอก invoice และส่งอีเมล
- +ทำงานบางอย่างก่อนผู้ใช้ร้องขอ
ข้อเสีย
- −รวบรวมข้อมูลส่วนตัวจำนวนมาก
- −คนรอบตัวไม่มีทางเลือกไม่เข้าร่วม
ราคาที่ไม่ได้อยู่บนหน้าร้าน
ต้นทุนของ Muse ไม่ได้จบที่ความสะดวก แต่อยู่ที่ข้อมูลบัญชีธนาคาร รหัสผ่าน รายชื่อผู้ติดต่อ บันทึกแชต อีเมล และรูปภาพที่อาจถูกเปิดให้ระบบเข้าถึง
ความเสี่ยงยังลามถึงข้อมูลที่อยู่ รวมถึงข้อมูลของเพื่อน ครอบครัว และทุกคนที่ผู้ใช้เคยติดต่อด้วย แม้คนเหล่านั้นจะไม่เคยยินยอมเองก็ตาม.
ก่อนจะฝากข้อมูลของคนอื่นไว้กับผู้ช่วย AI
การกดยินยอมของผู้ใช้ ไม่ได้แปลว่าเพื่อน ครอบครัว หรือคนที่เคยติดต่อด้วยยินยอมให้ข้อมูลของตัวเองถูกนำไปใช้ด้วย
ก่อนเปิดใช้ Muse ควรตรวจสอบสิทธิ์ที่แอปได้รับให้ละเอียด เพราะการให้ AI เข้าถึงบริบทชีวิต อาจกระทบคนรอบตัวที่ไม่รู้เลยว่าข้อมูลของตนถูกนำไปสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับพวกเขาแล้ว