หน้าแรก / บทความ / AI & LLM
AI & LLM วิเคราะห์จากแหล่งข่าวและเอกสารที่เกี่ยวข้อง

วิเคราะห์และรีวิว: ดราม่ารอบหมุดหมายคณิตศาสตร์ระดับตำนานของ OpenAI

OpenAI อ้างไขโจทย์ Navier-Stokes ปัญหา Millennium Prize มูลค่า 1 ล้านดอลลาร์ แต่ถูกนักคณิตศาสตร์ NYU กล่าวหาเล่นไม่ซื่อ พร้อมข้อโต้แย้งเรื่องข้อมูลและเครดิต

วิเคราะห์และรีวิว: ดราม่ารอบหมุดหมายคณิตศาสตร์ระดับตำนานของ OpenAI

OpenAI ประกาศไขโจทย์ Navier-Stokes แต่ดราม่าตามมาไวกว่าเสียงปรบมือ

วันที่ 8 กันยายน 2026 OpenAI ประกาศว่าโมเดลภายในที่ยังไม่เปิดให้ใช้งานทั่วไป ร่วมกับ AI agent อิสระราว 10,000 ตัว พบวิธีพิสูจน์ว่าสมการ Navier-Stokes ใน 3 มิติสามารถเกิด “singularity” ได้ในเวลาจำกัด ซึ่งถ้าได้รับการยืนยัน นี่จะเป็นการไขหนึ่งใน Millennium Prize Problems ของ Clay Mathematics Institute ที่มีเงินรางวัล 1 ล้านดอลลาร์ และเป็นโจทย์ที่วงการคณิตศาสตร์แก้ไม่ตกมาหลายสิบปี

แต่ไม่ทันที่เสียงชื่นชมจะจางหาย ทริสตัน บัคมาสเตอร์ (Tristan Buckmaster) นักคณิตศาสตร์จาก NYU ก็ออกมากล่าวหาว่า OpenAI “เล่นไม่ซื่อ” ในกระบวนการนำไปสู่ผลลัพธ์นี้ ทำให้ดราม่ารอบหมุดหมายนี้กลายเป็นประเด็นใหญ่พอๆ กับตัวผลงานเอง

ภาพประกอบดราม่าเรื่องหมุดหมายคณิตศาสตร์ของ OpenAI

เบื้องหลังตัวเลข: agent หมื่นตัว 88 ชั่วโมง ข้อความเกือบ 5 ล้านครั้ง

ตามคำแถลงของ OpenAI ทีมใช้กลุ่ม agent ขนาดต่างๆ ไล่โจมตีปัญหาที่เกี่ยวข้องกับสมการออยเลอร์ (Euler) ก่อน แล้วจึงขยับไปสู่ Navier-Stokes เต็มรูปแบบ ใช้เวลาราว 88 ชั่วโมงจนได้พิสูจน์ว่ามี singularity เกิดขึ้นจริง แล้วใช้เวลาอีกราว 17 ชั่วโมงเพื่อแปลงข้อพิสูจน์นั้นให้อยู่ในรูปแบบที่ตรวจสอบได้ทางการด้วยภาษา Lean ระหว่างกระบวนการทั้งหมด agent แลกเปลี่ยนข้อความกันเกือบ 5 ล้านครั้ง

การตรวจผ่าน Lean ช่วยให้นักคณิตศาสตร์มั่นใจได้ว่าโครงสร้างตรรกะของข้อพิสูจน์ไม่มีช่องโหว่ แต่นั่นตรวจแค่ความถูกต้องเชิงตรรกะ ส่วนคำถามที่ว่าโจทย์ที่พิสูจน์ตรงกับสิ่งที่นักคณิตศาสตร์ตั้งใจจะแก้จริงหรือไม่ ยังต้องให้ผู้เชี่ยวชาญในสาขานี้ตรวจสอบต่ออีกชั้นหนึ่ง

จุดเริ่มดราม่า: อีกทีมหนึ่งทำงานมาเกือบปีก่อน OpenAI จะเริ่มเพียงสัปดาห์เดียว

ก่อนหน้านั้น บัคมาสเตอร์กับเลเวนต์ อัลเพอเก (Levent Alpöge) นักวิจัยจาก Anthropic ทำงานร่วมกันมาเกือบหนึ่งปีโดยไม่เกี่ยวข้องกับต้นสังกัดของทั้งคู่ ใช้ Claude และ Codex (ส่วนใหญ่เป็นรุ่น GPT-5.6 Sol) ช่วยวิจัย จนมาถึงจุดเปลี่ยนในวันที่ 15 สิงหาคม และสามารถพิสูจน์ finite-time blowup ได้ในสมการที่เกี่ยวข้องหลายชุด ทั้ง porous media, Boussinesq และ Euler แบบบังคับใน 3 มิติ แม้จะยังไม่ใช่ Navier-Stokes เต็มรูปแบบ

ฝั่ง OpenAI เพิ่งเริ่มลงมือกับโจทย์นี้เมื่อวันที่ 1 กันยายน หลังมีกระแสข่าวลือว่า Anthropic อาจไขปัญหา Millennium Prize ได้ถึงสองข้อ ตามคำบอกเล่าของเซบาสเตียน บูเบ็ค (Sébastien Bubeck) นักวิจัยของ OpenAI เอง นั่นหมายความว่า OpenAI ใช้เวลาเพียงสัปดาห์กว่าๆ ก่อนจะประกาศผลในวันที่ 8 กันยายน

ไทม์ไลน์การแข่งกันไขปัญหา Navier-Stokes ระหว่าง OpenAI และทีมนักวิจัยอิสระ

ข้อกล่าวหาเรื่องการเข้าถึงข้อมูล และข้อเสนอที่ขอให้ตัดชื่อ Alpöge

บัคมาสเตอร์เล่าว่า OpenAI เริ่มขอนัดคุยทางโทรศัพท์อย่างเร่งด่วนตั้งแต่วันที่ 3 กันยายน และในการคุยเมื่อวันที่ 6 กันยายนกับทีม OpenAI ซึ่งมีบูเบ็ครวมอยู่ด้วย เขาจึงรู้ว่า OpenAI เพิ่งเริ่มโจทย์นี้เมื่อสัปดาห์ก่อนหน้าเท่านั้น เขาถามตรงๆ ว่าโมเดลของ OpenAI ถูกฝึกด้วยหรือเข้าถึงเซสชันการทำงานของเขาหรือไม่ แต่อ้างว่าไม่เคยได้คำตอบที่ชัดเจน

ส่วนที่เป็นประเด็นร้อนที่สุดคือ บัคมาสเตอร์กล่าวหาว่าบูเบ็คเสนอทางเลือกสองแบบ คือให้เขาตีพิมพ์ผลงานบางส่วนแล้วให้ OpenAI อ้างเครดิตหลักในฐานะผู้ไขปัญหาเต็มรูปแบบ โดยยกให้เขากับอัลเพอเกเป็นแค่ “มนุษย์ที่เข้าใกล้คำตอบที่สุด” หรือไม่ก็ให้ตีพิมพ์เองและอ้างสิทธิ์เงินรางวัล 1 ล้านดอลลาร์ได้ แต่ต้องตัดชื่ออัลเพอเกออกจากงานวิจัย เพราะสังกัด Anthropic เป็นเรื่องที่ OpenAI ไม่พอใจ เมื่อเขาปฏิเสธและขู่จะเปิดเผยเรื่องนี้ต่อสาธารณะ เขาอ้างว่าบูเบ็คพูดทำนองว่า “จะทำลายอาชีพตัวเองไปทำไม” และ “ถ้าคุณไม่อยากให้ผมดีด้วย ผมก็ไม่จำเป็นต้องดีด้วยก็ได้”

ทาง OpenAI ปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการเข้าถึงข้อมูล โดยบูเบ็คระบุว่า “เราไม่ได้ใช้ prompt หรือข้อพิสูจน์ของพวกเขามาป้อนโมเดลของเรา” และทีมงาน “ไม่เห็นงานของพวกเขาเลยจนกว่าจะถูกเผยแพร่ต่อสาธารณะ” ในวันที่ 7 กันยายน แม้จะยอมรับว่าไม่สามารถ “ตัดความเป็นไปได้ที่ข้อมูลการใช้งานแบบไม่ระบุตัวตน” จะช่วยปรับปรุงโมเดลของบริษัทได้บ้าง

ต้นทุนหลักล้านที่ตัวเลขยังไม่ลงตัว

ค่าใช้จ่ายของโครงการนี้เป็นอีกจุดที่ยังไม่มีตัวเลขเดียวที่ทุกฝ่ายยอมรับ บูเบ็คระบุว่าใช้งบไป “หลายล้านดอลลาร์” คิดเป็นราว 1,000 เท่าของค่าใช้จ่ายที่ OpenAI เคยทุ่มให้โจทย์คณิตศาสตร์อื่นมาก่อน ขณะที่แหล่งข่าวบางแห่งประเมินต้นทุนการประมวลผลไว้กว้างตั้งแต่ราว 2 ล้านถึง 22.5 ล้านดอลลาร์ และมีรายงานว่าในสัปดาห์ที่เร่งงานหนักที่สุด ระบบใช้ output token ไปกว่า 300,000 ล้านตัว ตัวเลขที่ต่างกันมากขนาดนี้สะท้อนว่าแม้แต่ OpenAI เองก็ยังไม่ได้ให้ตัวเลขต้นทุนที่ชัดเจนตายตัวต่อสาธารณะ

Terence Tao เตือน: อย่าขุดปัญหาคณิตศาสตร์แบบทำเหมืองแร่

เทอเรนซ์ เทา (Terence Tao) นักคณิตศาสตร์ชื่อดัง ออกมาเตือนว่าการที่บริษัท AI แข่งกันแย่งไขโจทย์คณิตศาสตร์ระดับตำนานเพื่อผลด้านการตลาด อาจ “ทำลายระบบนิเวศ” ที่เทคนิคทางคณิตศาสตร์ใหม่ๆ เคยงอกเงยขึ้นมาได้ เขาเปรียบเทียบพฤติกรรมนี้กับการขุดทำลายแหล่งโบราณคดีเพื่อเอาของมีค่าออกไปโดยไม่สนใจคุณค่าของกระบวนการศึกษาที่เหลืออยู่

คำเตือนนี้ชี้ให้เห็นความกังวลที่กว้างกว่าแค่กรณีของ OpenAI คือถ้าการแข่งประกาศผลงานเร็วกลายเป็นเป้าหมายหลัก ความร่วมมือแบบเปิดเผยระหว่างนักวิจัยอาจถูกแทนที่ด้วยการแย่งชิงเครดิตแบบที่เพิ่งเกิดขึ้นกับบัคมาสเตอร์และอัลเพอเก

แนวคิดเรื่องการแข่งขันไขโจทย์คณิตศาสตร์ระหว่างบริษัท AI

สิ่งที่ยังพิสูจน์ไม่ได้ และคำถามที่ค้างอยู่

ข้อพิสูจน์ของ OpenAI ผ่านการตรวจสอบทางการด้วย Lean มาแล้ว แต่การที่ Clay Mathematics Institute จะยอมรับว่านี่คือการไขปัญหา Millennium Prize อย่างเป็นทางการ ยังต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบและระยะเวลารอตามกฎของสถาบันเอง ไม่ใช่แค่ผลตรวจจากซอฟต์แวร์ หรือคำแถลงของบริษัทที่เป็นเจ้าของผลงาน

ในอีกด้านหนึ่ง ข้อพิพาทเรื่องเครดิตระหว่าง OpenAI กับบัคมาสเตอร์และอัลเพอเกก็ยังไม่มีข้อสรุป ทั้งสองฝ่ายให้ข้อมูลขัดแย้งกันเรื่องสิ่งที่เกิดขึ้นในการโทรคุยกัน สุดท้ายแล้วคำถามที่สำคัญไม่แพ้ตัวข้อพิสูจน์เอง คือใครควรได้เครดิตจากงานที่ใช้เวลาสะสมมาเกือบปี เมื่อบริษัทที่มีทรัพยากรมากกว่าเข้ามาเร่งงานให้เสร็จได้ในเวลาไม่ถึงสองสัปดาห์