สรุปสั้นๆ: วงการ AI กำลังพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าอยากให้รัฐช่วย “บังคับ” ให้ทุกค่ายชะลอความเร็วไปพร้อมกัน แต่ Jonathan Kanter อดีตหัวหน้าฝ่ายต่อต้านการผูกขาดของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ชี้ว่านั่นไม่ใช่เหตุผลที่ควรได้รับยกเว้นกฎหมาย antitrust เพราะกฎหมายที่มีอยู่ก็เพียงพอแล้ว
เมื่อ Decoder ชวนอดีตหัวหน้าฝ่ายผูกขาดของ DOJ มาคุยเรื่อง AI
Jonathan Kanter เคยเป็นผู้ช่วยอัยการสูงสุดฝ่ายต่อต้านการผูกขาด (Assistant Attorney General for the Antitrust Division) ของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ในยุครัฐบาลไบเดน ก่อนจะออกมาเป็นอาจารย์สอนกฎหมายที่ Washington University และอาจารย์ด้านนโยบายเทคโนโลยีที่ Carnegie Mellon ล่าสุดเขามาออกรายการ Decoder ของ The Verge เป็นซีรีส์สองตอนว่าด้วยอนาคตของธุรกิจ โดยตอนแรกโฟกัสที่คำถามตรงๆ ว่า AI ควรได้รับการยกเว้นกฎหมายต่อต้านการผูกขาดหรือไม่

ทำไมค่าย AI ถึงพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าต้อง “ชะลอ”
ประเด็นเริ่มจากที่ผู้บริหารบริษัท AI แถวหน้า ทั้ง OpenAI, Anthropic และ Google DeepMind ไปจนถึง Elon Musk ต่างออกมาพูดทำนองเดียวกันว่าอุตสาหกรรมควรชะลอความเร็วลง Dario Amodei ซีอีโอของ Anthropic ใช้คำว่า “pace the frontier” และเสนอแผนสามข้อ คือให้มีผู้ประเมินอิสระจากภายนอกเข้าไปตรวจสอบในแล็บ ให้บริษัทในประเทศประสานงานกันเอง และให้มีข้อตกลงระดับนานาชาติโดยมีรัฐบาลช่วยผลักดัน
ฟังดูดีในแง่ความปลอดภัย แต่ Kanter ตั้งข้อสังเกตว่าเมื่อบริษัทที่แข่งขันกันเองพร้อมใจพูดเรื่องเดียวกันขนาดนี้ มันเข้าเงื่อนไขที่นักกฎหมายผูกขาดต้องจับตา เพราะการที่คู่แข่งตกลงกันว่าจะ “ชะลอ” พร้อมกัน ต่อให้ตั้งใจดี ก็ยังอยู่ในขอบเขตที่กฎหมาย antitrust ควบคุมอยู่ดี
เกม prisoner’s dilemma ที่ต้องรอรัฐมาบังคับ
ในบทสนทนา Kanter มองว่าเบื้องหลังคำเรียกร้องนี้คือบริษัทเหล่านี้ไม่ไว้ใจกันเอง ต่างกลัวว่าถ้าตัวเองชะลอแต่คู่แข่งไม่ชะลอ ก็จะเสียเปรียบทันที จึงอยากให้มี “แรงจากภายนอก” อย่างรัฐบาลเข้ามาบังคับให้ทุกคนทำพร้อมกัน ซึ่งบางฝ่ายตีความว่านี่คือการขอให้รัฐออกกฎเกณฑ์พิเศษ หรือพูดตรงๆ คือขอยกเว้นกฎหมายผูกขาดเพื่อให้จับมือกันได้อย่างถูกกฎหมายนั่นเอง
ทำไม Kanter ถึงบอกว่าไม่จำเป็นต้องมีข้อยกเว้น
จุดยืนของ Kanter คือไม่ว่าจะมองด้วยมุมที่ให้ประโยชน์แห่งความสงสัยกับบริษัท AI หรือมองด้วยมุมระแวง ผลสรุปก็ไม่ควรนำไปสู่การยกเว้นกฎหมาย antitrust อยู่ดี เพราะกฎหมายที่มีอยู่ตอนนี้ก็เปิดช่องให้บริษัทร่วมมือกันด้านความปลอดภัยได้อยู่แล้วในหลายกรณี สิ่งที่ต้องมีคือความรับผิดชอบเมื่อเกิดความเสียหายจริง ไม่ใช่ใบอนุญาตพิเศษให้ร่วมมือกันแบบไม่มีขอบเขต
ความเห็นนี้สอดคล้องกับ Lina Khan อดีตประธาน FTC ที่เคยพูดในทำนองเดียวกันว่าไม่มีข้อยกเว้นสำหรับ AI จากกฎหมายที่มีอยู่แล้ว และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายมีอำนาจเอาผิดทั้งบริษัทและผู้บริหารได้อยู่แล้ว หากปล่อยผลิตภัณฑ์ที่อันตรายหรือไม่ผ่านการตรวจสอบออกสู่ตลาด
ถ้าข้อยกเว้นนี้เกิดขึ้นจริง อะไรจะตามมา
ผมมองว่าเรื่องนี้ไม่ใช่แค่คำถามทางกฎหมาย แต่เป็นคำถามเรื่องใครจะคุมทั้งซัพพลายเชนของ AI ตั้งแต่ชิป คลาวด์ โมเดล ไปจนถึงช่องทางที่ผู้ใช้เข้าถึง ถ้าบริษัทไม่กี่รายได้รับไฟเขียวให้ “ร่วมมือ” กันได้กว้างขึ้นภายใต้ชื่อความปลอดภัย บริษัทเล็กที่อยากแข่งด้วยแนวทางอื่นอาจไม่มีที่ยืนเลยครับ เพราะกติกาที่ถูกวางไว้จะเอื้อให้คนที่ตกลงกันไว้ก่อนแล้วเท่านั้น
ในทางกลับกัน ถ้าไม่มีกลไกให้ประสานงานด้านความปลอดภัยได้เลย ความเสี่ยงเรื่องอุบัติเหตุจาก AI ที่พัฒนาเร็วเกินไปก็มีจริงเหมือนกัน จุดสมดุลจึงไม่ใช่ “ยกเว้นทั้งหมด” หรือ “ห้ามคุยกันเลย” แต่น่าจะเป็นการเปิดช่องทางแคบๆ ให้แชร์ข้อมูลความเสี่ยงได้ โดยยังต้องรับผิดชอบเป็นรายบริษัทเหมือนเดิมนะ
| Factor | ใช้กติกาปัจจุบัน | หากมีข้อยกเว้นเฉพาะด้านความปลอดภัย |
|---|---|---|
| การแชร์ข้อมูลความเสี่ยง | ทำได้ในขอบเขตจำกัด ต้องระวังการฮั้ว | ทำได้กว้างขึ้นระหว่างคู่แข่ง |
| ความรับผิดเมื่อเกิดความเสียหาย | แต่ละบริษัทรับผิดชอบของตัวเอง | เสี่ยงเบลอเส้นความรับผิดชอบร่วม |
| การเข้าถึงของคู่แข่งรายเล็ก | ต้องแข่งด้วยกติกาเดียวกับรายใหญ่ | รายใหญ่กำหนดมาตรฐานร่วมกันเองได้ |
| อำนาจตรวจสอบของหน่วยงานกำกับดูแล | ตรวจสอบการควบรวมและข้อตกลงได้เต็มที่ | ตรวจสอบยากขึ้นเพราะมีข้อยกเว้นคุ้มครอง |
สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้
ตอนนี้ยังไม่มีข้อเสนอกฎหมายที่เป็นรูปธรรมออกมา มีแต่การถกเถียงเชิงหลักการผ่านพอดแคสต์และบทสัมภาษณ์ แต่สัญญาณที่น่าสนใจคือฝั่งที่เน้นกำกับดูแลเข้มและฝั่งที่เน้นตลาดเสรีกลับเห็นตรงกันในจุดนี้ว่ากฎหมาย antitrust ที่มีอยู่ตอนนี้เพียงพอแล้ว ถ้าบริษัท AI อยากได้พื้นที่ประสานงานด้านความปลอดภัยจริงๆ คงต้องพิสูจน์ด้วยการรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง มากกว่าขอใบเบิกทางล่วงหน้าครับ