Course 0 · บทที่ 02/10 · Interactive guide

AI ต่างจากโปรแกรมธรรมดายังไง

ทั้ง AI และโปรแกรมธรรมดาคือซอฟต์แวร์ ความต่างอยู่ที่ว่าเราเขียนวิธีตอบไว้ชัดเจน หรือให้ระบบปรับรูปแบบจากตัวอย่าง

บทเรียน
02 / 10
เวลา
ประมาณ 8 นาที
ระดับ
เริ่มต้น · 0/5
วิชาก่อนหน้า
บทที่ 01 · AI คืออะไรกันแน่

01 · เริ่มแบบไม่ใช้ศัพท์ยาก

บอกทุกขั้น หรือให้ดูตัวอย่าง

โปรแกรมธรรมดาทำตามขั้นตอนที่คนเขียนไว้ เช่น “ถ้ายอดรวมเกิน 500 บาท ให้ส่งฟรี” ส่วน Machine Learning รับตัวอย่างจำนวนหนึ่ง แล้วปรับตัวเลขภายในโมเดลเพื่อทำนายกรณีใหม่

เขียนกฎ

คนระบุเงื่อนไข

input เดียวกันและกฎเดิม ให้ผลเหมือนเดิม ตรวจย้อนกลับได้ทีละบรรทัด

เรียนจากตัวอย่าง

โมเดลปรับจากข้อมูล

เหมาะกับรูปแบบที่เขียนเป็นกฎครบทุกกรณีได้ยาก แต่ผลเป็นการคาดการณ์และผิดได้

จุดสำคัญ: AI ไม่ได้อยู่นอกโลกของโปรแกรม มันยังเป็นโค้ดที่รันบนคอมพิวเตอร์ เพียงมีส่วนที่พฤติกรรมถูกปรับจากข้อมูลแทนการเขียนทุกกฎด้วยมือ

02 · อุปมาใกล้ตัว

สูตรทำขนมกับการชิมตัวอย่าง

โปรแกรมแบบกฎเหมือนสูตรที่ระบุทุกขั้น ชั่งแป้ง 200 กรัม อบ 20 นาที ทำซ้ำได้ตรงเดิม ส่วนการเรียนจากตัวอย่างคล้ายดูขนมหลายชิ้นที่ติดป้ายว่า “สุกพอดี” หรือ “ยังไม่สุก” แล้วหาลักษณะที่ช่วยแยกสองกลุ่ม
เครื่องคิดเงิน

กฎเหมาะกว่า

การบวกยอด ภาษีตามอัตราที่กำหนด หรือสิทธิ์ตามข้อบังคับต้องแม่น ตรงเงื่อนไข และตรวจสอบได้

การแยกรูป

ตัวอย่างช่วยได้

รูปร่าง แสง และมุมกล้องต่างกันมาก การเขียนกฎลักษณะของแมวให้ครบทุกภาพทำได้ยาก

ตัวกรองสแปม

มักใช้แบบผสม

กฎบล็อกผู้ส่งที่ห้ามแน่นอน ขณะที่โมเดลช่วยจับรูปแบบข้อความใหม่ที่ไม่ตรงกฎเดิม

03 · ลองตัดสินใจ

โจทย์นี้ควรเขียนกฎ เรียนจากตัวอย่าง หรือผสมกัน?

เลือกโจทย์ แล้วเลือกวิธีที่เหมาะที่สุดสำหรับเงื่อนไขที่ให้มา คำตอบจะเปลี่ยนพร้อมเหตุผล

โจทย์ 1

คิดค่าส่งจากตารางน้ำหนักและจังหวัด

ร้านมีตารางราคาแน่นอนและต้องคิดยอดเดิมให้ตรงกันทุกครั้ง

เลือกวิธีหนึ่งเพื่อดูเหตุผล

04 · ชั้นที่ลึกขึ้น

คำศัพท์ที่ช่วยเลือกเครื่องมือให้ถูก

Deterministic

ขั้นตอนเดิมกับ input เดิมให้ output เดิม เหมาะกับเลข กฎธุรกิจ และ workflow ที่ต้องตรวจสอบได้

Training

ช่วงที่อัลกอริทึมปรับค่าภายในโมเดลจากตัวอย่าง เพื่อให้ความผิดพลาดบนงานฝึกลดลง

Inference

ช่วงที่นำโมเดลที่ฝึกแล้วมารับ input ใหม่และให้คำทำนาย เช่น คะแนนว่าอีเมลน่าจะเป็นสแปมแค่ไหน

Probabilistic output

ผลของโมเดลมักเป็นคะแนนหรือความน่าจะเป็น ระบบจริงจึงต้องกำหนด threshold และทางรับมือเมื่อไม่แน่ใจ

ข้อแลกเปลี่ยน: กฎคาดเดาง่ายแต่ขยายยากเมื่อกรณีซับซ้อน โมเดลจับรูปแบบคลุมเครือได้ดีกว่าแต่ต้องมีข้อมูล การวัดผล การเฝ้าดู และทางแก้เมื่อทำนายผิด ระบบจริงจึงมักผสมสองแบบ

05 · จำสามเรื่องนี้

แผนที่สั้น ๆ ก่อนออกจากบท

  1. 01

    ทั้งคู่คือซอฟต์แวร์ ต่างกันที่พฤติกรรมมาจากกฎที่คนเขียน หรือค่าที่ปรับจากตัวอย่าง

  2. 02

    กฎเหมาะกับสิ่งที่ต้องเป๊ะ โดยเฉพาะเลข เงื่อนไขตายตัว ข้อบังคับ และขั้นตอนที่ต้องตรวจย้อนหลัง

  3. 03

    ไม่จำเป็นต้องเลือกอย่างเดียว ระบบจริงมักให้โมเดลช่วยคาดการณ์ แล้วใช้กฎคุมขอบเขตและความเสี่ยง

06 · เช็กความเข้าใจ

ตอบสามข้อ แล้วอ่านเหตุผลทันที

1. ระบบบวกยอดสินค้าและภาษีจากอัตราที่กำหนดควรเริ่มจากอะไร?

2. อะไรอธิบาย Machine Learning ได้ตรงกว่า?

3. ทำไมระบบจริงจำนวนมากจึงใช้กฎร่วมกับ ML?