Replit เปลี่ยนให้ ChatGPT ของ OpenAI เป็นโมเดลเริ่มต้นของ Replit Agent โดยอ้างอิงจาก performance, ต้นทุน และความแข็งแกร่งของความร่วมมือ ลูกค้ายังเลือกใช้ Claude ของ Anthropic หรือโมเดลอื่นที่รองรับได้
TL;DR: Replit ตั้ง ChatGPT เป็นค่าเริ่มต้นของ Replit Agent เพราะมองว่าดีกว่าในด้าน performance, ต้นทุน และ partnership แต่ Anthropic ยังไม่ได้ถูกตัดออก ผู้ใช้ยังเลือก Claude ได้เอง ถ้าเปรียบง่าย ๆ โมเดลเริ่มต้นก็เหมือน “ตัวเลือกหน้าร้าน” ที่คนส่วนใหญ่มักหยิบก่อน
อย่างไรก็ตาม สถานะความร่วมมือกับ Anthropic ยังไม่ชัดเจน เพราะ CEO ระบุว่าเลิกทำงานร่วมกันแล้ว แต่คนวงในบอกว่ายังมี partnership อยู่ ข้อมูลบนเว็บไซต์และโพสต์ของ Replit ก็ยังโปรโมตโมเดล Anthropic เมื่อไม่นานมานี้

Replit เปลี่ยนค่าเริ่มต้นอย่างไร และทำไมเรื่องนี้จึงสำคัญ
Replit ตั้ง OpenAI ChatGPT เป็นโมเดลเริ่มต้นสำหรับ Replit Agent โดยอ้างเหตุผลด้าน performance, economics และ partnership แต่ผู้ใช้ยังเลือก Claude ของ Anthropic หรือโมเดลอื่นที่รองรับได้
การเปลี่ยนนี้สำคัญ เพราะลูกค้าส่วนใหญ่มักใช้โมเดลที่ระบบตั้งไว้ตั้งแต่แรก จึงอาจลดการใช้งาน Anthropic และค่าใช้จ่ายของ Replit ได้ แม้ Anthropic จะยังไม่ถูกตัดออกจากแพลตฟอร์มที่ใช้พัฒนาและนำแอปขึ้นใช้งานผ่านเบราว์เซอร์
เมื่อเครื่องมือเขียนโค้ดเลือกโมเดลให้แทนผู้ใช้
คนที่เปิด Replit แล้วเริ่มสร้างแอป อาจใช้โมเดลเริ่มต้นโดยไม่เข้าไปเลือกเองก็ได้ เมื่อ ChatGPT กลายเป็นค่าเริ่มต้น ผู้ใช้ส่วนใหญ่จึงมีแนวโน้มเริ่มต้นกับโมเดลของ OpenAI มากขึ้น
Anthropic ยังเปิดให้เลือกใช้งานได้ แต่ตำแหน่งค่าเริ่มต้นมีผลต่อประสบการณ์และการใช้งานจริง เพราะ Replit ระบุว่า ChatGPT เป็น partner หลักสำหรับ Replit Agent ในตอนนี้
ถ้าเป็นผม ผมมองว่านี่ไม่ใช่แค่การสลับโมเดล แต่เป็นการกำหนดทิศทางการใช้งานของผู้ใช้ตั้งแต่ก้าวแรก โมเดลค่าเริ่มต้นจึงเปรียบเหมือนพี่ใหญ่ที่ได้ขึ้นเวทีหลัก ส่วน Claude ยังอยู่ในระบบ แต่ทำหน้าที่เหมือนน้องเล็กที่ผู้ใช้ต้องเลือกเข้าไปหาเอง
Replit วาง OpenAI ไว้ตรงไหนในทิศทางธุรกิจ
Replit เป็นแพลตฟอร์มพัฒนาซอฟต์แวร์บนคลาวด์ ที่ให้ผู้ใช้สร้างและนำแอปไปใช้งานได้จากในเบราว์เซอร์ จุดนี้ทำให้โมเดล AI (ระบบปัญญาประดิษฐ์ที่ช่วยสร้างและแก้ไขโค้ด) เป็นส่วนสำคัญของประสบการณ์ใช้งาน โดย OpenAI กลายเป็นพาร์ตเนอร์ที่ Replit เลือกใช้เป็นหลักสำหรับ Replit Agent
อย่างไรก็ตาม Replit ยังระบุว่าบริษัทยังคงไม่ผูกติดกับโมเดลใดโมเดลหนึ่ง ผู้ใช้ยังเลือก Claude ของ Anthropic หรือโมเดลอื่นที่รองรับได้ ดังนั้นทิศทางตอนนี้คือวาง OpenAI เป็นตัวเลือกหลัก แต่ยังเปิดทางให้ผู้ใช้เลือกโมเดลตามงานที่ต้องการ

จาก Claude เป็น ChatGPT: สิ่งที่เปลี่ยนในระดับค่าเริ่มต้น
Replit เปลี่ยนจากการพึ่งพา Claude ของ Anthropic มาใช้ ChatGPT ของ OpenAI เป็นค่าเริ่มต้นสำหรับ Replit Agent โดยอ้างถึงประสิทธิภาพ ต้นทุน และความแข็งแรงของความร่วมมือ แต่ผู้ใช้ยังเลือก Claude หรือโมเดลอื่นที่รองรับได้
| Factor | Claude ของ Anthropic | ChatGPT ของ OpenAI |
|---|---|---|
| สถานะหลัก | โมเดลที่ Replit พึ่งพาก่อนทำข้อตกลงกับ OpenAI | โมเดลค่าเริ่มต้นในปัจจุบัน |
| ประสิทธิภาพ | เคยใช้ขับเคลื่อนแพลตฟอร์ม | Replit ระบุว่าทำได้ดีกว่าในการสร้างแอปจากศูนย์ |
| ต้นทุนและความร่วมมือ | เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ Replit ทบทวนการใช้งาน | ถูกเลือกจากต้นทุนและความร่วมมือ |
| การเข้าถึงของผู้ใช้ | ยังเลือกใช้งานได้ | ถูกตั้งเป็นค่าเริ่มต้น |
โมเดลเริ่มต้นส่งผลต่อการใช้งานจริงอย่างไร
ถ้าสร้างแอปจากศูนย์ หรือให้ Replit Agent ทำงานแบบ vibe-coded (การให้ AI สร้างแอปจากคำอธิบายทั่วไป) ค่าเริ่มต้นเป็น ChatGPT เพราะ Replit ระบุว่า Sol และ Astra ทำผลงานได้ดีกว่าใน benchmark (การทดสอบเปรียบเทียบ) ด้านนี้
คนที่อยากใช้ Claude ยังเลือก Anthropic ได้เอง เพราะ Replit ยังรองรับโมเดลของ Anthropic และย้ำว่ายังเป็น model agnostic อยู่ เพียงแต่ผู้ใช้ส่วนใหญ่มักใช้โมเดลที่ตั้งเป็นค่าเริ่มต้น
สำหรับลูกค้าองค์กร การมี ChatGPT เป็นค่าเริ่มต้นช่วยให้ทีมเริ่มใช้งานไปในทิศทางเดียวกัน ขณะเดียวกันองค์กรที่ต้องการโมเดลเฉพาะยังมีทางเลือก โดย Replit บอกว่าการตัดสินใจพิจารณาทั้ง performance, economics และ partnership
Replit กับ Anthropic และ OpenAI ต่างกันตรงไหน
ทั้งสามรายมีบทบาทต่างกันในแพลตฟอร์มเดียวกัน โดย Replit เป็นแพลตฟอร์มพัฒนาและ deploy (นำแอปขึ้นใช้งาน) แอปผ่าน browser ส่วน Anthropic กับ OpenAI เป็นผู้ให้บริการโมเดลที่ Replit รองรับ
| Factor | Replit | Anthropic | OpenAI |
|---|---|---|---|
| บทบาท | แพลตฟอร์มพัฒนาและ deploy แอป | ผู้ให้บริการโมเดล Claude | พาร์ตเนอร์ด้านโมเดลของ Replit |
| ความเกี่ยวข้องกับ Replit | ผู้พัฒนาแพลตฟอร์ม | พาร์ตเนอร์เดิมและยังเข้าถึงโมเดลได้ | พาร์ตเนอร์หลักรายใหม่ |
| สถานะปัจจุบัน | ยังเป็นแพลตฟอร์มแบบ model agnostic | ผู้ใช้ยังเลือกใช้งานได้ | ChatGPT เป็นค่าเริ่มต้นของ Replit Agent |
สรุปคือ Replit ไม่ได้ตัด Anthropic ออกทั้งหมด แต่เลือก OpenAI เป็นค่าเริ่มต้น โดยผู้ใช้ยังเปลี่ยนไปใช้ Claude ได้ตามต้องการ

สรุปข้อดีข้อเสียของการสลับโมเดลเริ่มต้นครั้งนี้
ข้อดี
- +ใช้ benchmark ภายในวัด performance ก่อนเลือกโมเดล
- +พิจารณาทั้งต้นทุน partnership และ performance
- +ผู้ใช้ยังเลือกใช้โมเดล Claude ได้
ข้อเสีย
- −สถานะความร่วมมือกับ Anthropic ยังมีข้อมูลขัดแย้งกัน
- −Replit ยังไม่เปิดเผยตัวเลข ARR (รายได้ประจำต่อปี)
ต้นทุนโมเดล AI ที่ Replit ต้องแบกรับเบื้องหลัง
ต้นทุนของ Replit ไม่ได้มีแค่ค่าบริการที่ผู้ใช้จ่าย แต่รวมถึงค่าใช้โมเดล AI ที่บริษัทต้องรับผิดชอบด้วย การเลือก OpenAI เป็นค่าเริ่มต้นจึงอาจช่วยลดค่าใช้จ่ายกับ Anthropic เพราะผู้ใช้ส่วนใหญ่มักใช้โมเดลที่ระบบเลือกไว้ให้
อีกจุดที่ต้องจับตาคือความไม่แน่นอนของ partnership แม้ Replit ระบุว่า OpenAI เป็นพาร์ตเนอร์หลักรายใหม่ แต่สถานะความร่วมมือกับ Anthropic ยังไม่ชัดเจน.