สรุปสั้นๆ: Apple เปิดเผยผลตรวจสอบทางนิติวิทยาศาสตร์จาก MacBook ของ Chang Liu อดีตวิศวกรระบบไฟฟ้าอาวุโสที่ลาออกไปทำงานให้ OpenAI ในเดือนมกราคม 2026 โดยพบทั้ง schematic วงจรของ Apple ไฟล์จำลองด้วย LTspice ร่องรอยการเข้าถึงคลาวด์โดยไม่ได้รับอนุญาต และข้อความที่ Apple อ้างว่าเป็นคำสั่งให้ทำลายหลักฐาน
Chang Liu คืออดีตพนักงาน Apple ที่ตอนนี้กลายเป็นชื่อกลางคดีฟ้องร้องระหว่าง Apple กับ OpenAI หลังบริษัทกล่าวหาว่าเขานำความลับทางการค้าติดตัวไปด้วย และล่าสุด Apple ได้เผยผลตรวจสอบ MacBook ส่วนตัวของ Liu ที่ทนายความของเขาส่งมอบให้หลังจากถ่วงเวลาไว้หลายสัปดาห์
ข้อมูลที่พบในเครื่องไม่ใช่แค่ไฟล์ทั่วไป แต่เป็นชุดหลักฐานที่ Apple ใช้อธิบายทั้งลำดับเหตุการณ์ วิธีที่ข้อมูลเดินทางออกจากบริษัท และความพยายามปกปิดร่องรอยหลังรู้ตัวว่าถูกสอบสวน
Chang Liu คือใคร และทำไมเครื่องของเขากลายเป็นหลักฐานหลัก
Liu เคยเป็นวิศวกรระบบไฟฟ้าอาวุโสของ Apple ก่อนลาออกไปร่วมงานกับ OpenAI ในเดือนมกราคม 2026 ตำแหน่งของเขาทำให้เข้าถึงเอกสารทางวิศวกรรมระดับลึก รวมถึงแบบวงจรที่ใช้ภายในบริษัท
จุดที่ทำให้คดีนี้เดินหน้าได้คือ MacBook ส่วนตัวของ Liu เอง เพราะ Apple เชื่อว่าเป็นเครื่องที่เก็บร่องรอยการนำข้อมูลออกไปใช้ต่อที่ OpenAI ทนายของ Liu ยื้อการส่งมอบเครื่องไว้นานหลายสัปดาห์ ก่อนสุดท้ายต้องส่งให้ทีมนิติวิทยาศาสตร์ของ Apple ตรวจสอบ
ในเครื่องพบอะไรบ้าง: schematic วงจรและไฟล์จำลองด้วย LTspice
ผลตรวจสอบระบุว่า Liu ดาวน์โหลด schematic วงจรที่เป็นความลับของ Apple ออกจากเครื่อง และนำไปใช้ในงานที่ OpenAI จริง ไม่ใช่แค่เก็บไว้เฉยๆ
หลักฐานที่หนักแน่นกว่านั้นคือบันทึกการรันโปรแกรม LTspice ซึ่งเป็นเครื่องมือจำลองวงจรไฟฟ้าที่วิศวกรใช้กันทั่วไป โดย Liu รันการจำลองด้วย schematic ตัวนี้ในเดือนมีนาคม ซึ่งเป็นช่วงหลังจากที่เขาย้ายไปอยู่ OpenAI แล้ว นี่คือจุดที่ Apple ใช้เป็นหลักฐานว่าความลับทางการค้าถูกนำไปใช้งานจริง ไม่ใช่แค่ถูกคัดลอกทิ้งไว้

iCloud, Mac mini และเส้นทางที่ข้อมูลเดินทางออกไปโดยไม่ได้รับอนุญาต
อีกจุดที่ Apple ชี้ให้เห็นคือการเข้าถึงพื้นที่เก็บข้อมูลบนคลาวด์ของบุคคลที่สามซึ่ง Apple ใช้งานภายใน โดยเส้นทางที่ข้อมูลไหลผ่านคือ Mac mini เครื่องหนึ่งที่ซิงก์ผ่าน iCloud มายัง MacBook ของ Liu
Apple ระบุด้วยว่า Liu และเพื่อนร่วมงานที่ OpenAI “รู้ดี” ว่าการเข้าถึงคลาวด์นี้ไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งถ้าข้อกล่าวหานี้ได้รับการยืนยันในชั้นศาล ก็จะทำให้ประเด็นไม่ได้จำกัดอยู่แค่ตัว Liu คนเดียวอีกต่อไป แต่อาจโยงไปถึงคนที่ OpenAI ที่รับรู้เรื่องนี้ด้วย
| Factor | ก่อนมีผลตรวจสอบ MacBook | หลังผลตรวจสอบเปิดเผย |
|---|---|---|
| สถานะข้อกล่าวหา | เป็นข้อกล่าวหาจาก Apple ฝ่ายเดียว | มีหลักฐานดิจิทัลจากเครื่องประกอบ |
| ขอบเขตคดี | โฟกัสที่ Liu คนเดียว | อาจครอบคลุมเพื่อนร่วมงานที่ OpenAI ด้วย |
| สิ่งที่ต้องพิสูจน์ต่อ | ที่มาของข้อมูลยังไม่ชัด | ต้องพิสูจน์เจตนาและผลกระทบที่เกิดขึ้นจริง |
คำสั่งลบหลักฐานที่ Apple หยิบมาเป็นประเด็นใหม่
ส่วนที่หนักที่สุดในชุดหลักฐานนี้คือข้อกล่าวหาเรื่องการทำลายหลักฐาน Apple อ้างว่าหลังจาก Liu รู้ตัวว่าบริษัทกำลังสอบสวนภายใน เขาส่งคำสั่งให้ทำลายหลักฐานไปยังเพื่อนร่วมงานคนหนึ่งที่ OpenAI และเพื่อนร่วมงานคนนั้นตอบยืนยันว่าจะทำตาม
ถ้าข้อความเหล่านี้ถูกนำมาแสดงในศาลได้จริง มันจะเปลี่ยนน้ำหนักของคดีทันที เพราะไม่ใช่แค่เรื่องนำความลับทางการค้าออกไปใช้ แต่เป็นความพยายามปิดร่องรอยหลังรู้ตัวว่าจะถูกจับได้ ซึ่งมักถูกศาลมองเป็นเรื่องร้ายแรงกว่าตัวการกระทำแรกเสียอีก
ชื่อเครื่องมือที่ซ้ำกับแอปภายในของ Apple บอกอะไรได้บ้าง
รายละเอียดเล็กๆ อีกจุดที่ Apple หยิบมาใช้คือ Liu ใช้เครื่องมือที่ OpenAI ซึ่งมีชื่อเดียวกับแอปพลิเคชันด้านวิศวกรรมที่ใช้ภายใน Apple เอง ประเด็นนี้ฟังดูเล็กเมื่อเทียบกับเรื่อง schematic หรือคำสั่งทำลายหลักฐาน แต่ในทางกฎหมายมันช่วยเสริมภาพว่า Liu อาจพยายามสร้างเครื่องมือทำงานที่ OpenAI ขึ้นมาโดยอิงจากสิ่งที่เคยเห็นหรือใช้ที่ Apple
จุดนี้เองที่ทำให้คดีไม่ได้พูดถึงแค่ไฟล์ที่ถูกก็อปปี้ แต่ยังพูดถึงวิธีคิดและกระบวนการทำงานที่อาจถูกนำติดตัวไปด้วย ซึ่งพิสูจน์ยากกว่าการเทียบไฟล์ตรงๆ มาก
ทำไม Apple กังวลเป็นพิเศษเมื่อความลับทางการค้าเข้าไปอยู่ใน AI agent
ประเด็นที่ Apple ยกขึ้นมาเน้นเป็นพิเศษคือ เมื่อความลับทางการค้าถูกป้อนเข้าไปใน AI agent หรือโมเดลแล้ว ผลกระทบจะ “ย้อนกลับไม่ได้และแพร่กระจายต่อเนื่อง” ต่างจากไฟล์ที่ถูกคัดลอกไปเก็บไว้เฉยๆ ซึ่งยังสามารถตามลบหรือควบคุมได้
น่าสนใจตรงที่ข้อโต้แย้งนี้ไม่ได้พูดถึงแค่การละเมิดความลับทางการค้าแบบเดิม แต่เป็นการยกระดับว่า AI ที่ถูกฝึกด้วยข้อมูลบางอย่างไปแล้วอาจส่งผลต่อเนื่องไปเรื่อยๆ แม้จะลบไฟล์ต้นทางออกไปหมดแล้วก็ตาม นี่คือคำถามใหม่ที่วงการกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญายังไม่มีกรอบชัดเจนมารองรับ
ข้อดี
- +มีบันทึกการใช้งาน LTspice และรอยซิงก์ iCloud ที่ตรวจสอบย้อนกลับได้
- +มีข้อความที่อ้างว่าเป็นคำสั่งทำลายหลักฐานประกอบด้วย
- +ขยายขอบเขตคดีให้เห็นบทบาทของฝั่ง OpenAI ชัดขึ้น
ข้อเสีย
- −ยังต้องพิสูจน์ในชั้นศาลว่าเจตนาและความเสียหายเป็นอย่างไรจริง
- −การเข้าถึงคลาวด์โดยไม่ได้รับอนุญาตยังเป็นข้อกล่าวหาฝ่ายเดียว
- −กระทบความเป็นส่วนตัวของอดีตพนักงานและคนที่เกี่ยวข้องในเครื่อง
ผมว่าเรื่องที่น่าจับตาที่สุดในหลักฐานชุดนี้ไม่ใช่ schematic หรือ LTspice แต่เป็นคำสั่งทำลายหลักฐานนะ เพราะมันเปลี่ยนคดีจากเรื่อง “ใครเอาความลับไปใช้” ให้กลายเป็นเรื่อง “ใครรู้ว่าตัวเองผิดแล้วพยายามปิดปาก” ซึ่งหนักกว่ากันมาก
ขั้นต่อไปของคดีที่ต้องรอดูจากศาล
หลักฐานที่ Apple เปิดออกมารอบนี้ทำให้คดีเดินหน้าจากการกล่าวหาลอยๆ มาเป็นข้อมูลดิจิทัลที่จับต้องได้ แต่ทั้งหมดนี้ยังเป็นเพียงมุมมองฝั่ง Apple เท่านั้น ทีมกฎหมายของ Liu และ OpenAI ยังมีสิทธิ์โต้แย้งที่มา ความครบถ้วน และวิธีเก็บรักษาข้อมูลก่อนที่ศาลจะรับฟังเป็นข้อเท็จจริง
สิ่งที่ต้องตามต่อคือศาลจะให้น้ำหนักกับบันทึกการซิงก์คลาวด์และข้อความเรื่องทำลายหลักฐานมากแค่ไหน เพราะคำตัดสินในจุดนี้จะกลายเป็นบรรทัดฐานว่าองค์กรเทคโนโลยีจะใช้หลักฐานดิจิทัลจากอุปกรณ์ส่วนตัวของอดีตพนักงานในคดีลักษณะนี้ได้มากน้อยแค่ไหนในอนาคต